วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2557

บทที่ 4 การศึกษาตนเองและผู้อื่นเพื่อมนุษย์สัมพันธ์

การศึกษาตนเอง

การเรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง แบ่งออกเป็น 4 ประการคือ
1. การกำหนดทางสังคม หมายถึงรูปแบบที่สังคมยอมรับ
2. การเปรียบเทียบในสังคม หมายความว่าสังคมใดที่ได้ยอมรับว่าการปฏิบัติดีเราก็ควรปฏิบัติตาม
3. ความสัมพันธ์กับบุคคลในสังคม หมายความว่า พฤติกรรมที่แสดงออกได้ยอมรับการสนองตอบอย่างไร
4. การยอมรับจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง หมายความว่า บุคคลที่เกี่ยวข้องเช่น พ่อ , แม่ พี่น้องเป็นต้น เป็นใกล้ชิดเรา ควบคุมพฤติกรรมของเรา
บทบาทของตนเอง

มนุษย์ส่วนมากจะแยกความรู้สึกในการติดต่อสัมพันธ์กับบุคคลอื่น แบ่งออก เป็น 3 ลักษณะคือ
1.บุคคลที่ด้อยกว่า หมายถึง บุคคลที่คิดว่าตัวเองมีคุณค่าต่ำกว่าผู้อื่น
2.บุคคลที่ดีกว่า หมายถึง บุคคลที่คิดว่าตัวเองมีคุณค่าดีกว่าผู้อื่น เหนือกว่าคนอื่น
3.บุคคลที่เท่าเทียบกัน หมายถึง บุคคลที่คิดว่าตันเองมีความสามารถเท่าๆกับผู้อื่น การแสดงบทบาทจะเป็นอิสระ
คุณค่าของตนเอง

การที่จะรู้ตัวเองได้ดี มีค้านต่างๆ ต่อไปนี้
1. ความสนใจและนิสัย ต้องทำตัวให้ทันสมัย จึงจะได้เชื่อว่าเป็นผู้สนใจคนหนึ่ง
2. ความสามารถทั่วไปและความสามารถพิเศษ จะต้องเป็นคนหูตากว้างขวางและมองการณ์ไกล
3. ความสามารถแห่งสมองและบุคลิกภาพ ผู้มีสมองดีนั้นต้องอาศัยการฝึกหัดเสียก่อน
4.ฐานะทางเศรษฐกิจ เป็นหลักสำคัญมากในการครองชีพ
5. ความรู้ เป็นสิ่งสำคัญในการที่ท่านจะเอาไปประกอบอาชีพ
6. สุขภาพและศักยภาพทางกาย หมั่นออกกำลังกาย ให้ร่างกายมีพลานามัยดี
การพัฒนาตนเอง

ควรศึกษาตนเองในด้านต่างๆต่อไปนี้
1. ลักษณะท่าทาง หมาย ถึง รูปร่างหน้าตา การพูด การยืน การนั่ง การแสดงออกจะต้องเรียนรู้ว่ากิริยาท่าทางเหล่านี้มีความเป็นปกติหรือไม่ บุคลิกเหล่านี้เปลี่ยนแปลงพัฒนาไปได้ด้วยการฝึกอบรม
2. การแต่งกาย หมายถึง การเลือกใช้เสื้อผ้า เครื่องประดับ สีสัน รูปแบบให้เหมาะสมกับบุคลิก ระเบียบ ประเพณี วัฒนธรรมของสังคม
3. สุขภาพร่างกายและจิตใจ หมายถึง การมีสุขภาพ พลานามัย แจ่มใส
4. ความรอบรู้หมายถึงการใช้สติปัญญา พิจารณาปัญหาเหตุการณ์ต่างๆอย่างรอบคอบ
องค์ประกอบการเรียนรู้ตนเอง
1 .ความต้องการ
2 .บุคลิกภาพ ( Personality)หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างของบุคคลที่ใช้ในการแสดงออกกับบุคคลอื่นอย่างมีพอดี อิทธิพลที่ทำให้เกิดบุคลิกภาพประกอบด้วย
2.1 พันธุ์กรรม ( Heredity) หมายถึง บุคลิกภาพที่ไดรับการถ่ายทอดากสายพันธุ์กรรม พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ฯลฯ เช่น รูปร่างหน้าตา สติปัญญา นิสัยใจคอ เป็นต้น
2.2 สิ่งแวดล้อม (Environment) หมายถึง บรรยากาศ สถานการณ์ ที่ช่วยห่อหลอมบุคคลให้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพล และการกระทำที่เกิดความเคยชินเป็นนิสัย
3. ค่านิยม (Values) หมา ถึง คุณค่าของบุคคล/สังคม ส่วนนิยมปฏิบัติต่อ ๆ กันมาเพราะเห็นว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ เช่น ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว มีเมตตา กรุณา ช่วยเหลือ ผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก เพราะการดำเนินชีวิตจองบุคคลจะอยู่ภายใต้ค่านิยมของสังคม
3.1 ค่านิยมดี เป็นพฤติกรรมที่แสดงบทบาทในทางสร้างสรรค์ เพื่อให้สังคมโดยส่วยรวมมีความสุข
3.2 ค่านิยมเลวเป็นพฤติกรรมที่แสดงบทบาทเพื่อเห็นแก่ตัว เอารู้เอาเปรียบ ทำให้สังคมเดือดร้อน

อิทธิพลของการเข้าใจผู้อื่นที่มีต่อพฤติกรรมของบุคคล
      การเข้าใจผู้อื่นจัดว่ามีอิทธิพลต่อ พฤติกรรมของบุคคลเป็นอย่าง เมื่อบุคคลได้เข้าใจผู้อื่นอย่างไรก็จะแสดงพฤติกรรมที่สอดคล้องกับการเข้าใจ ผู้อื่นนั้น เช่น นาย ก. เข้าใจว่านาย ข. เป็นคนดีก็จะแสดงพฤติกรรมด้วยการให้ความเคารพนับถือแต่ถ้าเข้าใจนาย ข. เป็นคนไม่ดีก็จะแสดงพฤติกรรมเฉย ๆ ไม่คบค้าสมาคมด้วย
ฟรีดแมน (Freedman 1978 : 98-99) ได้สรุปว่าอิทธิพลของการเข้าใจผู้อื่นมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของบุคคลดังนี้
1. ความประทับใจบุคคลจะรับรู้พฤติกรรมของบุคคลอื่น และอาจเกิดความประทับใจ
ไปอีกนานแม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยก็ตาม เช่น ข. ยิ้มให้ ก. ก. อาจจะเกิดความประทับใจจากรอยยิ้มพิมพ์ใจของ ข. ก็ได้
2. เกณฑ์การประเมินผล เป็นหลักสำคัญในการพิจารณาและแสดงออกซึ่งพฤติกรรมว่าพฤติกรรมระดับใด บุคคลจึงจะประทับใจในพฤติกรรมของบุคคลอื่น เช่น ลักษณะของการยิ้มเพียงรอยยิ้มนิดหน่อย อาจเป็นที่ประทับใจหรือพอใจของบุคคลบางคนก็ได้
3. บุคคลที่มีสัมพันธภาพอันดีต่อกัน จะมีพฤติกรรมที่ดีต่อกันด้วย ในทางตรงข้ามบุคคล
ที่ไม่ต้องชะตากัน ย่อมจะมีพฤติกรรมที่ดีต่อกันได้ยาก
4. การสรุปผลการเข้าใจผู้อื่นอาจจะมีข้อผิดพลาดได้ซึ่งจะมีผลต่อการแสดงพฤติกรรมของบุคคลด้วย เช่น สรุปว่าเขาเป็นคนเลว เราจะไม่เกี่ยวข้องด้วย เป็นต้น
5. การเข้าใจผู้อื่นของบุคคลมักจะมีอคติเข้าไปเกี่ยวข้อ ทำให้บุคคลแสดงพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจากเกณฑ์มาตรฐานที่ควรจะเป็น ซึ่งเรียกว่า อคติ 4 คือ
5.1 Positive Halo Effect เป็นอคติในทางบวก โดยการมองคนในแง่ดีเพียงด้านเดียว เช่น
เห็น เป็นพวกเดียวกันก็มักจะมองกันในแง่ดีเสมอ ถึงแม้บางครั้งจะทำอะไรผิด ก็จะมองไปว่าเป็นเหตุบังเอิญมิได้ตั้งใจ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์
5.2 Negative Halo Effect เป็นอคติในทางลบ คือ เห็นใครก็ว่าไม่ดีทั้งนั้น หรือมองคนใน
แง่ร้ายเสมอ เช่น เห็นไม่ใช่พวกเดียวกัน ก็มองในแง่ไม่ดีไว้ก่อน เป็นต้น
5.3 Logical Error เป็น อคติจากความผิดพลาดของการใช้เหตุผล เช่น มีคำกล่าวว่า “คบเด็กสร้างบ้าน” สมศักดิ์เป็นเด็ก ดังนั้นใคร ๆ ก็ใช้เหตุผลอ้างอิงอย่างผิดพลาดว่า ถ้าคบสมศักดิ์แล้วจะยุ่งยากเหมือนสร้างบ้าน
5.4 Assumed Similarity เป็นอคติที่เกิดจากาการสรุปผิด ๆ เช่น บุคคลที่เคยถูกหลอกลวงก็จะไม่ไว้วางใจใครเลย กลัวประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เป็นต้น

      นอก จากนี้ควรได้พิจารณาหลักธรรมในเรื่องอคติ 4 คือ ฉันทาคติ (ลำเอียงเพราะความรัก) โทสาคติ (ลำเอียงเพราะความโกรธ) โมหาคติ (ลำเอียงเพราะความโง่) และ ภยาคติ(ลำเอียงเพราะ
ความกลัว) ซึ่งล้วนแต่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของบุคคลทั้งสิ้น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น