การสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลในครอบครัวความรักผิดชอบของบิดามารดาที่มีต่อบุตร หรือสมาชิกในครอบครัวตามหลักพระพุทธศาสนา ไว้ดังนี้
1. ห้ามมิให้ทำความชั่วเป็น
ข้อห้ามที่บิดามารดาพึงเอาใจใส่ต่อบุตรของตนและสมาชิกในครอบครัว
มิให้ทำความชั่ว พยายามหาทางป้องกันเหตุต่าง ๆ
ที่อาจเป็นสาเหตุให้บุตรของตนประพฤติชั่วได้ เช่น บรรดาอบายมุขทั้งปวง
เมื่อบุตรของตนหรือสมาชิกในครอบครัวไม่ทำความชั่ว ครอบครัวก็จะไม่วุ่นวาย
ไม่เดือดร้อน ก็จะพบกับความสุขได้
2. ส่งเสริมให้ตั้งอยู่ในความดี
เป็นข้อสนับสนุนให้บิดามารดาเอาใจใส่ต่อบุตรของตนและสมาชิกในครอบครัว
ให้ประพฤติปฏิบัติตนในทางที่ดีงาม
โดยเป็นตัวอย่างที่ดีและชี้นำให้เห็นบุคคลตัวอย่างที่ดี
ซึ่งเมื่อกระทำดีแล้ว ได้รับผลสนองตอบในทางที่ดี เช่น
เมื่อเด็กก็ขยันหมั่นเพียร โตขึ้นก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยและสำเร็จเป็นบัณฑิต
ได้งานทำสมความตั้งใจ เป็นตัวอย่างของส่วนหนึ่งความสำเร็จในชีวิตจริง
ซึ่งจะนำความสงบสุขมาสู่ครอบครัวได้
3. ให้ได้ศึกษาศิลปวิทยา
ความรับผิดชอบประการหนึ่งของบิดามารดา คือ
การให้บุตรของตนหรือสมาชิกในครอบครัวได้รับการศึกษาอบรมในศิลปวิทยา
เพื่อให้มีวิชาความรู้นำไปประกอบสัมมาชีพได้
เมื่อทุกคนมีความรู้ก็มีโอกาสหางานทำ ได้เงินใช้ ชีวิตก็เป็นสุข
มนุษย์สัมพันธ์ในครอบครัวก็ดีขึ้น
4. จัดให้มีคู่ครองที่สมควรบิดา
มารดาเป็นผู้ใหญ่
ผ่านโลกของเด็กวัยรุ่นมาแล้วย่อมทราบดีว่าบุตรของตนไม่ว่าหญิงหรือชาย
เมื่อถึงวัยอันสมควรเขาย่อมอยากจะคบเพื่อนต่างเพศ
และอยากจะได้ความรู้และเอาใจใส่ ให้คำปรึกษา
ให้หลักการชี้นำให้เห็นข้อดีข้อเสียของการเลือกคู่ครองที่เหมาะสม
อย่าวางเฉยทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
จนกระทั่งเมื่อบุตรหรือสมาชิกครอบครัวเลือกคู่ครองได้แล้ว
ในลักษณะชิงสุกก่อนห่ามหรือผู้ใหญ่ไม่เห็นด้วยแล้วผู้ใหญ่จะมาโวยวายในภาย
หลัง ความสงบสุขในครอบครัวก็จะไม่เกิดขึ้นมีแต่ความกินแหนงแคลงใจกัน
5. มอบทรัพย์ให้ในสมัย บิดามารดาควรเอาใจใส่รับผิดชอบ ดูแล โดยการมอบทรัพย์ให้แก่บุตรและสมาชิกในครอบครัวสามประการ คือ
5.1 ความสุขสมบูรณ์ทางร่างกายและทางจิตใจ
5.2 ความรู้ทั้งในด้านวิชาการแลความรู้รอบตัว
5.3 นิสัยและสันดานที่ดี
การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนร่วมงาน
การ
ใช้ชีวิตอยู่ในสังคม เราต้องหาเพื่อนที่ดี
และต้องเป็นเพื่อนที่ดีกับผู้อื่นด้วยคนจึงอยากจะคบหา สมาคมอยากอยู่ใกล้
เพราะรู้สึกอบอุ่น เป็นมิตร ปลอดภัย เป็นที่พึ่ง เป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจ
ดังนั้น เราจึงควรรู้จัก
วิธีการสร้างมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีที่ดีต่อเพื่อนร่วมงาน อันได้แก่
1. เปิดฉากทักทายติดต่อก่อน ลดทิฐิลงเสียบ้าง หัดเป็นคนรู้จักทักทายคนอื่นก่อนเสียบ้าง
2. มีความจริงใจต่อเพื่อน
3. ไม่นินทาเพื่อนแม้ว่าจะเป็นที่ถูกใจของคู่สนทนา
4. ไม่ซัดทอดความผิดให้เพื่อน
5. ยกย่องชมเชยเพื่อนในโอกาสอันควร(ชมมากกว่าติ)
6. ให้ความช่วยเหลือกิจการงานของเพื่อนด้วยความเต็มใจ
7. ให้เพื่อนรับทราบเรื่องที่เขารับผิดชอบหรือเกี่ยวข้อง
8. หลีกเลี่ยงการทำตัวเหนือเพื่อน
9. ทำตนให้เสมอต้นเสมอปลาย
10. เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนฝูง
11. ออกไปพบปะสังสรรค์บ้างตามโอกาสอันควร
12. ช่วยเหลือเพื่อน เป็นที่พึ่งแก่เพื่อนยามทุกข์ร้อน
13. ให้เกียรติและรับฟังความคิดเห็นของเพื่อน
14. เก็บความลับของเพื่อน รักษาสัจจะ
15. แนะนำเพื่อนไปในทางที่ดี ไม่พาไปสู่ทางเสื่อม
ในทางพุทธศาสนาได้กล่าวถึงเพื่อนแท้ว่ามี 4 จำพวก คือ
จำพวกที่ 1 เพื่อนมีอุปการะ
มีลักษณะ 4 อย่าง คือ
1. ป้องกันเพื่อนผู้ประมาทแล้ว
2. ป้องกันทรัพย์สมบัติของเพื่อนผู้ประมาทแล้ว
3. เมื่อมีภัยเป็นที่พึ่งได้
4. เมื่อมีธุระ ช่วยออกทรัพย์ ออกแรง มากกว่าออกปาก
จำพวกที่ 2 เพื่อนร่วมสุขร่วมทุกข์
มีลักษณะ 4 อย่าง คือ
1. ขยายความลับของตนแก่เพื่อน
2. ปิดความลับของเพื่อน
3. ไม่ละทิ้งเพื่อนยามวิบัติ
4. แม้ชีวิตก็อาจสละแทนได้
จำพวกที่ 3 เพื่อนแนะนำประโยชน์
มีลักษณะ 4 อย่าง คือ
1. ห้ามไม่ให้ทำชั่ว
2. แนะนำให้ตั้งอยู่ในความดี
3. ให้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง
4. บอกทางสวรรค์ให้
จำพวกที่ 4 เพื่อนมีความรักใคร่
มีลักษณะ 4 อย่าง คือ
1. เมื่อมีทุกข์ก็ทุกข์ด้วย
2. เมื่อมีสุขก็สุขด้วย
3. โต้เถียงคนที่ติเตียนเพื่อน
4. รับรองคนที่พูดสรรเสริญเพื่อน
หน้าที่ของคนที่ควรปฏิบัติต่อเพื่อน ตามหลักที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ 5 ประการ ได้แก่
1. การให้ปัน
2. การกล่าวถ้อยคำอันเป็นที่รัก
3. ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่เพื่อน
4. ความเป็นผู้มีตนเสมอ
5. ไม่แกล้งกล่าวให้คลาดเคลื่อนจากความจริง
สิ่ง
ต่าง ๆ ที่ได้เขียนไปแล้วนั้น เป็นเพียงหัวข้อย่อ ๆ
มิได้ขยายความอะไรให้เยิ่นเย้อ คิดว่าท่านผู้อ่าน จะขยายความได้และเข้าใจ
ทำให้ไม่เสียเวลาในการอ่าน และประหยัดพื้นที่ด้วย
จะเห็นว่าสิ่งที่กล่าวไปทั้งหมด คงหนีไม่พ้นหลักธรรมทางพุทธศาสนา
ที่เป็นธรรมอันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจผู้อื่น หรือธรรมเพื่อให้คน
เป็นที่รักของคนทั่วไป คือ
สังคหวัตถุ 4 (Base of sympathy) นั่นเอง ซึ่งได้แก่
1. ทาน (giving offering) คือการให้ เสียสละ แบ่งปันแก่ผู้อื่น
2.ปิยวาจา (Kindly speech) คือ พูดจาด้วยถ้อยคำสุภาพ นุ่มนวล เหมาะแก่บุคคล เวลา สถานที่ พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์ พูดในทางสร้างสรรค์ และเกิดกำลังใจ
3. อัตถจริยา (useful conduct) ทำตนให้เป็นประโยชน์ ตามกำลังสติปัญญา ความรู้ความสามารถ กำลังทรัพย์ และเวลา
4. สมานัตตตา (even and equal treatment) คือทำตนให้เสมอต้นเสมอปลาย วางตนเหมาะสมกับ ฐานะ ตำแหน่งหน้าที่การงาน ไม่เอาเปรียบผู้อื่น ร่วมทุกข์ร่วมสุขสม่ำเสมอ
หลักธรรมที่กล่าวมานี้ หากผู้ใดยึดถือปฏิบัติ
เชื่อแน่ว่าจะเป็นที่รักใคร่เคารพนับถือของเพื่อนร่วมงาน และบุคคลทั่วไป
คนไทยเรานั้น มักชอบจดจำถ้อยคำที่คล้องจองกัน
จึงใคร่ขอเสนอคำที่จะทำให้จำได้ง่าย
และเป็นคาถาสำหรับทำให้ตนเองเป็นที่รักใคร่ของบุคคลทั่วไป คือ
เราควรจะเป็นคนที่