วันอังคารที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2557

งานชิ้นที่ 3 (20 คะแนน)

งานชิ้นที่ 3 (20  คะแนน)

1. ให้นักศึกษาถ่ายรูปคู่กับเพื่อนสนิทของตนเอง

2. ให้นักศึกษาเขียนบรรยายเกี่ยวกับเพื่อนที่นักศึกษาสนิทมากที่สุดมา 1 คน (บรรยายใต้ภาพ)
       - ให้บอกถึงบุคลิกของเพื่อนสนิทที่นักศึกษาชอบ
       - ให้บอกถึงนิสัยของเพื่อนสนิทที่นักศึกษาชอบ
       - บอกเหตุผลว่าทำไมถึงเลือก เพื่อนคนนี้เป็นเพื่อนสนิท

3. ส่งงานในรูปของ File ชนิดใดก็ได้ (รูปภาพ หรือ Word หรืออื่นๆ ก็ได้)
ส่งผ่าน  E-mail : julamanee20213@hotmail.com  : julamanee20213@gmail.com

วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2557

งานชิ้นที่ 2 (10 คะแนน)

งานชิ้นที่ 2 (10  คะแนน)

1.ให้นักศึกษาบอกวิธีการสร้างมนุษยสัมพันธ์ในการทำงานอย่างน้อย 5 ข้อ พร้อมอธิบาย และรูปภาพประกอบ



7 วิธีสร้างมนุษยสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน

1. Positive Thinking

เริ่ม ต้นด้วยการคิดบวก มองโลกในด้านบวก เพื่อให้ตนเองทำงานอย่างมีความสุข มองคนอื่นๆ มองเพื่อนร่วมงานในด้านที่ดีๆของเค้า ไม่จับกลุ่มวงสนทนา วิพากวิจารณ์ผู้อื่น เราต้องเข้าใจอยู่เสมอว่า ไม่มีใครดีพร้อม สมบูรณ์แบบไปทุกด้าน แต่ละคนมีด้านดีและไม่ดีแตกต่างกันออกไป แค่ Positive Thinking ในการทำงานทุกๆวัน ก็จะทำให้เราเป็นสุขแล้ว
2. ให้เกียรติผู้อื่นอยู่เสมอ
การ ยอมรับและให้เกียรติผู้อื่นทำให้ลดความขัดแย้งในการทำงานลงได้ในทุกๆ สถานการณ์ ต้องเข้าใจและยอมรับในความคิดและการตัดสินใจของเพื่อนร่วมงาน โดยอาศัยหลักของเหตุผล และผลประโยชน์ส่วนรวมก่อนเสมอ
3. สื่อสารให้เป็น
ใน การทำงานขาดไม่ได้ในเรื่องของการสื่อสาร หากเราเป็นผู้ที่สื่อสารเป็นแล้วนั้น จะทำให้การทำงานราบรื่นและลดข้อผิดพลาด รวมไปถึงลดความขัดแย้งด้วย โดยการสื่อสารจะต้องตรงจุด ตรงประเด็น ชัดเจน ไม่นำอารมณ์ส่วนตัวมาใช้ในการสื่อสาร ขณะที่เป็นผู้ฟังก็ต้องให้ความใส่ใจตอนที่เพื่อนร่วมงานพูด เพื่อที่จะสามารถเข้าใจถึงสาระสำคัญของเนื้อหา สิ่งนี้ช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงการเข้าใจผิด และเมื่อผู้พูด พูดจบแล้ว คุณก็จะสามารถสรุปสิ่งที่ได้ยิน และสื่อความหมายระหว่างกันได้อย่างตรงประเด็นเช่นกัน
4. ตัดสินใจอย่างเหมาะสมหากเกิดความขัดแย้ง
อย่า ปล่อยให้สถานการณ์ที่ย่ำแย่เกิดการลุกลาม จนเป็นเรื่องใหญ่โต รีบแก้ปัญหา ด้วยการปรับเปลี่ยนแผนในการทำงาน เพื่อหาถึงสาเหตุ ของปัญหาที่เกิดขึ้น หากยังไม่สามารถแก้ปัญหากับเพื่อนร่วมงานได้ จึงนำไปปรึกษากับระดับผู้บริหารต่อไป โดยต้องไม่ใส่สี ตีความให้เกินความเป็นจริง การทำงานเราจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของบริษัทก่อน รายงานผู้บริหารตามความเป็นจริง
5. ระมัดระวังความสัมพันธ์ ในองค์กร
คุณ ต้องแน่ใจว่า ไม่ได้ปล่อยให้ความสัมพันธ์ในฐานะเพื่อน เข้ามารบกวนในเนื้อหาของการทำงาน คุณต้องให้ความสนใจไปที่ การจัดลำดับความสำคัญของงานมากกว่า มุ่งเน้นให้งานมาก่อนเสมอ และต้องพยายามลดข้อโต้แย้ง ในประเด็นเรื่องส่วนตัว ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานออกไป
6. อ่อนน้อม ถ่อมตน และเปิดใจ
ปฏิบัติ ต่อเพื่อนร่วมงาน ด้วยความสุภาพนอบน้อม กับหัวหน้างานและผู้หลักผู้ใหญ่ในองค์กร รู้จักถ่อมตนและหากได้รับการชื่นชม ต้องรู้จักให้เครดิตเพื่อนๆ พี่ๆ ร่วมงานในทีมเสมอ การ ทำงานต้องเปิดใจให้กว้าง ให้การเคารพต่อความรู้สึกของเพื่อนร่วมงาน เหมือนอย่างเช่นที่คุณต้องการให้เพื่อนร่วมงานคนอื่นทำสิ่งเดียวกันนี้กับ คุณเช่นเดียวกัน
7. ยอมรับถึงวัฒนธรรม และลักษณะของบุคคลที่แตกต่างกัน
เพื่อน ร่วมงานแต่ละคน ไม่ได้ใช้มาตราฐานแบบเดียวกัน ไม่ได้มีนิสัย ลักษณะอารมณ์ที่เหมือนๆกัน ล้วนแล้วแต่มาจากหลากหลายที่ ในการทำงาน ต้องรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเราให้มาก ยอมรับในความแตกต่างและต้องรู้จักใช้เหตุผลตัดสิน
 

งานชิ้นที่ 1 (10 คะแนน)

งานชิ้นที่ 1 (10  คะแนน)

1. ให้นักศึกษาเลือก Idal ที่นักเรียนชื่นชอบมา 1 คน
2. ให้นักศึกษาบอกเหตุผลที่นักศึกษาชื่นชอบในตัวของ Idal และสิ่งที่นักเรียนยึดมาเป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิต พร้อมรูปภาพประกอ
3. ส่งงานในรูปของ File ชนิดใดก็ได้ (รูปภาพ หรือ Word หรืออื่นๆ ก็ได้)

ส่งผ่าน  E-mail : julamanee20213@hotmail.com  : julamanee20213@gmail.com

วิธีการศึกษา และลงเวลาเรียน

วิธีการศึกษา
1.ให้นักศึกษาเข้ามาศึกษาบทเรียนให้เข้าใจ
2.ทำชิ้นงานทั้ง 3 ชิ้นงานส่ง
3.เข้าไปศึกษาแนวข้อสอบเพื่อเป็นแนวทางในการสอบปลายภาค

วิธีการ ลงชื่อในเวลาเรียน
1.ให้นักเรียนลงชื่อตามตารางเรียน และเวลาเรียน ที่กำหนดในเวลาเรียน หรือภายในวันที่เรียนตามตาราง หมดเขตลงเวลาเรียน ถึงเที่ยงคืนของวันที่เรียนตามตาราง
      2. ลงชื่อในช่องแสดงความคิดเห็น โดย มี ชื่อ นามสกุล เลขที่ ชื่อแผนก และแสดงความคิดเห็นเป็นความรู้ที่ได้รับจากการศึกษา

บทที่ 8 การสร้างมนุษย์สัมพันธ์ในการทำงาน

แนวความคิดอันเป็นรากฐานของมนุษย์สัมพันธ์ในการทำงาน

ปรัชญาดังกล่าวในมนุษย์สัมพันธ์จึงสรุปได้ 4 ประการคือ
1. บุคคลต้องการผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน (Mutual interest) หมายถึง ผลประโยชน์ของคนที่ทำงานในองค์การ กับผลประโยชน์ขององค์การนั้น ๆ ซึ่งการที่คนจะเข้าไปทำงานในองค์การใดหรือการที่องค์การใดจะรับคนเข้าไปทำ งานนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความรู้สึกหรือความเชื่อว่าตนจะได้ประโยชน์จากอีกฝ่ายหนึ่ง
2. บุคคลย่อมมีความแตกต่างกัน (Individual difference)มนุษย์ มีความแตกต่างกัน (Man is different) ยากที่จะเข้าถึงจิตใจของคนทุกคนได้เพราะนานาจิตตัง “จิตมนุษย์นี้ไซร้ ยากแท้หยั่งถึง” เมื่อแต่ละคนต่างมีความแตกต่างกันมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว เราก็ไม่จำเป็นต้องคิดหรือทำเหมือนคนอื่นไปเสียทุกอย่างด้วย ความแตกต่างของบุคคลนี้มีความสำคัญมากสำหรับมากสำหรับการสร้างความสัมพันธ์ อันดีกับผู้อื่นจึงจำเป็นต้องเรียนรู้ เพื่อที่จะได้เข้าใจพฤติกรรมและความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่นได้บ้าง โดยเฉพาะผู้บริหารจำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องความแตกต่างของบุคคลเพื่อการจูง ใจผู้ใต้บังคับบัญชาได้เหมาะสม
3. มนุษย์ทุกคนมีแรงจูงใจ (Motivation) ต้องจูงใจผู้อื่นให้มีเจตคติตรงกัน มีจุดหมายร่วมกัน เพื่อจุดประสงค์ในการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนมีการจูงใจตนเองให้มีระเบียบและความรับผิดชอบเรื่องต่าง ๆ ที่วิชามนุษย์สัมพันธ์ครอบคลุมเป็นการตอบสนองทั้งหมดของเอกัตบุคคลต่อพลัง การจูงใจต่าง ๆ(The total response of individuals to various motivation forces) นั่นก็คือ การที่บุคคลในองค์การมีความสัมพันธ์กันตามที่เป็นอยู่เป็นเพราะเขา ถูกกระตุ้นโดยพลังทางจิตวิทยา ทางสังคม และทางเศรษฐกิจซึ่งมีอำนาจที่จะกระตุ้นให้เขาทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ในลักษณะนั้น ๆ โดยเฉพาะ เมื่อเกิดมีการขัดแย้งในแรงจูงใจในคนงานองค์การจะเกิดการแตกร้าว เป็นที่ประจักษ์ว่า ถ้าหัวหน้าและคนงานต่างก็มีแรงจูงใจที่เหมาะสมในการทำงานแล้วผลผลิตจะเพิ่ม ขึ้น
4. บุคคลทุกคนมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ( Human dignity )เส มอกั เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทางปรัชญามากกว่าเรื่องทางวิทยาศาสตร์ มนุษย์นับเป็นสัตว์ประเสริฐที่มีความคิด มีสมอง มีความรู้ผิดชอบชั่วดี มีวัฒนธรรม มีสามัญสำนึก เป็นสิ่งที่อยู่เหนือสรรพสัตว์ทั้งหลาย ดังนั้น การติดต่อสัมพันธ์กับมนุษย์ด้วยกันจึงต้องปฏิบัติต่อกันด้วยความเคารพ และตระหนักในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของเขา ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร มีสถานภาพหรือฐานะอย่างไร เขาก็เป็นมนุษย์เหมือนกับเรา ซึ่งต่างก็มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวของแต่ละคน ศักดิ์ศรีของมนุษย์ (Human dignity) เป็นรากฐานปรัชญา จริยศาสตร์และศีลธรรมที่จะบังเกิดผลดีในแง่มนุษย์สัมพันธ์ การวิจัยหลายกรณีแสดงว่ามนุษย์ต้องการการยอมรับการให้เกียรติกันหรือการ กระทำด้วยการเคารพนับถือซึ่งกันและกัน มีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน
แรงจูงใจ (motive) 

แรงจูใจ หมาย ถึง ภาวะที่เกิดขึ้นในร่างกายเมื่อได้รับการกระตุ้นอย่างใดอย่างหนึ่งจากสิ่ง เร้าภายนอกหรือเกิดจากสิ่งเร้าภายในทำให้บุคคลแสดงพฤติกรรมการตอบสนองออกมา
องค์ประกอบของแรงจูงใจ
1.ความต้องการ (needs )เกิด จากการขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งในตัวบุคคลซึ่งเป็นการขาดความสมดุลทางร่ายกายและ สภาพแวดล้อมภายนอก ความต้องการของคนแบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือ
1.1 ความต้องการทางกายภาพ physiological needs เป็นแรงผลักดันที่เกิดขึ้นผสมผสานกับความต้องการที่จะมีชีวิตและการดำรงชีวิตของมนุษย์
1.2 ความต้องการทางจิตใจและสังคม psychological and social needs เกิดจากสภาพแวดล้อมทางสังคม วัฒนธรรม การเรียนรู้และประสบการณ์ที่บุคคลนั้นได้รับ
2.แรงกระตุ้น( motives )หมาย ถึง สิ่งที่เกิดขึ้นภายในบุคคลเพื่อทำพฤติกรรมไปสู่เป้าหมาย พฤติกรรมที่ถูกกระตุ้นนี้เรียกว่าพฤติกรรมที่ถูกจูงใจ motivated behavior พฤติกรรมที่ถูกจูงใจมี 2 ลักษณะคือ จะต้องกริยาอาการอย่างใดอย่างหนึ่งออกมาในลักษณะที่เพิ่มพลังและจะต้องมุ่ง ไปสู่ทิศทางใดทางหนึ่ง
3.แรงขับ (drives )หมาย ถึงแรงผลักดันที่เกิดขึ้นเมื่อบุคคลมีความต้องการ ถ้าความต้องการมีพลังสูง แรงขับดันหรือแรงจูงใจก็จะสูงทำให้บุคคลเกิดความพยายามอย่างแรงกล้าที่จะ กระทำสิ่งต่างๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ แรงขับดันแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ
3.1 แรงขับดันปฐมภูมิ primary drives เป็นแรงขับดันที่เกิดมาพร้อมกับวุฒิภาวะของคนโดยไม่จำเป็นต้องมีการเรียนรู้ แรงขับดับประเภทนี้ยังแบ่งได้อีก 2 อย่างคือ แรงขับทางด้านสรีระและแรงขับทั่วไป
3.2 แรงขับทุติยภูมิ secondary drives เป็นแรงขับที่มีความซับซ้อน ส่วนใหญ่เกิดจากการเรียนรู้หรือบางทีเรียกว่าแรงกระตุ้นทางสังคม
4.เป้าหมาย (goals)หมาย ถึง จุดมุ่งหมายของการทำพฤติกรรมของมนุษย์ ซึ่งเมื่อทำพฤติกรรมจนบรรลุเป้าหมายแล้ว มนุษย์อาจเกิดความรู้สึกสองลักษณะคือความพึงพอใจและความไม่พึงพอใจ

บทที่ 7 มนุษย์สัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับชุมชน


การสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลในครอบครัวความรักผิดชอบของบิดามารดาที่มีต่อบุตร หรือสมาชิกในครอบครัวตามหลักพระพุทธศาสนา ไว้ดังนี้
1. ห้ามมิให้ทำความชั่วเป็น ข้อห้ามที่บิดามารดาพึงเอาใจใส่ต่อบุตรของตนและสมาชิกในครอบครัว มิให้ทำความชั่ว พยายามหาทางป้องกันเหตุต่าง ๆ ที่อาจเป็นสาเหตุให้บุตรของตนประพฤติชั่วได้ เช่น บรรดาอบายมุขทั้งปวง เมื่อบุตรของตนหรือสมาชิกในครอบครัวไม่ทำความชั่ว ครอบครัวก็จะไม่วุ่นวาย ไม่เดือดร้อน ก็จะพบกับความสุขได้
2. ส่งเสริมให้ตั้งอยู่ในความดี เป็นข้อสนับสนุนให้บิดามารดาเอาใจใส่ต่อบุตรของตนและสมาชิกในครอบครัว ให้ประพฤติปฏิบัติตนในทางที่ดีงาม โดยเป็นตัวอย่างที่ดีและชี้นำให้เห็นบุคคลตัวอย่างที่ดี ซึ่งเมื่อกระทำดีแล้ว ได้รับผลสนองตอบในทางที่ดี เช่น เมื่อเด็กก็ขยันหมั่นเพียร โตขึ้นก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยและสำเร็จเป็นบัณฑิต ได้งานทำสมความตั้งใจ เป็นตัวอย่างของส่วนหนึ่งความสำเร็จในชีวิตจริง ซึ่งจะนำความสงบสุขมาสู่ครอบครัวได้
3. ให้ได้ศึกษาศิลปวิทยา ความรับผิดชอบประการหนึ่งของบิดามารดา คือ การให้บุตรของตนหรือสมาชิกในครอบครัวได้รับการศึกษาอบรมในศิลปวิทยา เพื่อให้มีวิชาความรู้นำไปประกอบสัมมาชีพได้ เมื่อทุกคนมีความรู้ก็มีโอกาสหางานทำ ได้เงินใช้ ชีวิตก็เป็นสุข มนุษย์สัมพันธ์ในครอบครัวก็ดีขึ้น
4. จัดให้มีคู่ครองที่สมควรบิดา มารดาเป็นผู้ใหญ่ ผ่านโลกของเด็กวัยรุ่นมาแล้วย่อมทราบดีว่าบุตรของตนไม่ว่าหญิงหรือชาย เมื่อถึงวัยอันสมควรเขาย่อมอยากจะคบเพื่อนต่างเพศ และอยากจะได้ความรู้และเอาใจใส่ ให้คำปรึกษา ให้หลักการชี้นำให้เห็นข้อดีข้อเสียของการเลือกคู่ครองที่เหมาะสม อย่าวางเฉยทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ จนกระทั่งเมื่อบุตรหรือสมาชิกครอบครัวเลือกคู่ครองได้แล้ว ในลักษณะชิงสุกก่อนห่ามหรือผู้ใหญ่ไม่เห็นด้วยแล้วผู้ใหญ่จะมาโวยวายในภาย หลัง ความสงบสุขในครอบครัวก็จะไม่เกิดขึ้นมีแต่ความกินแหนงแคลงใจกัน
5. มอบทรัพย์ให้ในสมัย บิดามารดาควรเอาใจใส่รับผิดชอบ ดูแล โดยการมอบทรัพย์ให้แก่บุตรและสมาชิกในครอบครัวสามประการ คือ
5.1 ความสุขสมบูรณ์ทางร่างกายและทางจิตใจ
5.2 ความรู้ทั้งในด้านวิชาการแลความรู้รอบตัว
5.3 นิสัยและสันดานที่ดี


การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนร่วมงาน

การ ใช้ชีวิตอยู่ในสังคม เราต้องหาเพื่อนที่ดี และต้องเป็นเพื่อนที่ดีกับผู้อื่นด้วยคนจึงอยากจะคบหา สมาคมอยากอยู่ใกล้ เพราะรู้สึกอบอุ่น เป็นมิตร ปลอดภัย เป็นที่พึ่ง เป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจ ดังนั้น เราจึงควรรู้จัก วิธีการสร้างมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีที่ดีต่อเพื่อนร่วมงาน อันได้แก่

1. เปิดฉากทักทายติดต่อก่อน ลดทิฐิลงเสียบ้าง หัดเป็นคนรู้จักทักทายคนอื่นก่อนเสียบ้าง

2. มีความจริงใจต่อเพื่อน

3. ไม่นินทาเพื่อนแม้ว่าจะเป็นที่ถูกใจของคู่สนทนา

4. ไม่ซัดทอดความผิดให้เพื่อน

5. ยกย่องชมเชยเพื่อนในโอกาสอันควร(ชมมากกว่าติ)

6. ให้ความช่วยเหลือกิจการงานของเพื่อนด้วยความเต็มใจ

7. ให้เพื่อนรับทราบเรื่องที่เขารับผิดชอบหรือเกี่ยวข้อง

8. หลีกเลี่ยงการทำตัวเหนือเพื่อน

9. ทำตนให้เสมอต้นเสมอปลาย

10. เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนฝูง

11. ออกไปพบปะสังสรรค์บ้างตามโอกาสอันควร

12. ช่วยเหลือเพื่อน เป็นที่พึ่งแก่เพื่อนยามทุกข์ร้อน

13. ให้เกียรติและรับฟังความคิดเห็นของเพื่อน

14. เก็บความลับของเพื่อน รักษาสัจจะ

15. แนะนำเพื่อนไปในทางที่ดี ไม่พาไปสู่ทางเสื่อม

ในทางพุทธศาสนาได้กล่าวถึงเพื่อนแท้ว่ามี 4 จำพวก คือ

จำพวกที่ 1 เพื่อนมีอุปการะ


มีลักษณะ 4 อย่าง คือ
1. ป้องกันเพื่อนผู้ประมาทแล้ว
2. ป้องกันทรัพย์สมบัติของเพื่อนผู้ประมาทแล้ว
3. เมื่อมีภัยเป็นที่พึ่งได้
4. เมื่อมีธุระ ช่วยออกทรัพย์ ออกแรง มากกว่าออกปาก

จำพวกที่ 2 เพื่อนร่วมสุขร่วมทุกข์ 

มีลักษณะ 4 อย่าง คือ
1. ขยายความลับของตนแก่เพื่อน
2. ปิดความลับของเพื่อน
3. ไม่ละทิ้งเพื่อนยามวิบัติ
4. แม้ชีวิตก็อาจสละแทนได้
จำพวกที่ 3 เพื่อนแนะนำประโยชน์มีลักษณะ 4 อย่าง คือ
1. ห้ามไม่ให้ทำชั่ว
2. แนะนำให้ตั้งอยู่ในความดี
3. ให้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง
4. บอกทางสวรรค์ให้
จำพวกที่ 4 เพื่อนมีความรักใคร่มีลักษณะ 4 อย่าง คือ
1. เมื่อมีทุกข์ก็ทุกข์ด้วย
2. เมื่อมีสุขก็สุขด้วย
3. โต้เถียงคนที่ติเตียนเพื่อน
4. รับรองคนที่พูดสรรเสริญเพื่อน
หน้าที่ของคนที่ควรปฏิบัติต่อเพื่อน ตามหลักที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ 5 ประการ ได้แก่
1. การให้ปัน
2. การกล่าวถ้อยคำอันเป็นที่รัก
3. ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่เพื่อน
4. ความเป็นผู้มีตนเสมอ
5. ไม่แกล้งกล่าวให้คลาดเคลื่อนจากความจริง
      สิ่ง ต่าง ๆ ที่ได้เขียนไปแล้วนั้น เป็นเพียงหัวข้อย่อ ๆ มิได้ขยายความอะไรให้เยิ่นเย้อ คิดว่าท่านผู้อ่าน จะขยายความได้และเข้าใจ ทำให้ไม่เสียเวลาในการอ่าน และประหยัดพื้นที่ด้วย จะเห็นว่าสิ่งที่กล่าวไปทั้งหมด คงหนีไม่พ้นหลักธรรมทางพุทธศาสนา ที่เป็นธรรมอันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจผู้อื่น หรือธรรมเพื่อให้คน เป็นที่รักของคนทั่วไป คือ  

สังคหวัตถุ 4 (Base of sympathy) นั่นเอง ซึ่งได้แก่

1. ทาน (giving offering) คือการให้ เสียสละ แบ่งปันแก่ผู้อื่น

2.ปิยวาจา (Kindly speech) คือ พูดจาด้วยถ้อยคำสุภาพ นุ่มนวล เหมาะแก่บุคคล เวลา สถานที่ พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์ พูดในทางสร้างสรรค์ และเกิดกำลังใจ

3. อัตถจริยา (useful conduct) ทำตนให้เป็นประโยชน์ ตามกำลังสติปัญญา ความรู้ความสามารถ กำลังทรัพย์ และเวลา

4. สมานัตตตา (even and equal treatment) คือทำตนให้เสมอต้นเสมอปลาย วางตนเหมาะสมกับ ฐานะ ตำแหน่งหน้าที่การงาน ไม่เอาเปรียบผู้อื่น ร่วมทุกข์ร่วมสุขสม่ำเสมอ
หลักธรรมที่กล่าวมานี้ หากผู้ใดยึดถือปฏิบัติ เชื่อแน่ว่าจะเป็นที่รักใคร่เคารพนับถือของเพื่อนร่วมงาน และบุคคลทั่วไป คนไทยเรานั้น มักชอบจดจำถ้อยคำที่คล้องจองกัน จึงใคร่ขอเสนอคำที่จะทำให้จำได้ง่าย และเป็นคาถาสำหรับทำให้ตนเองเป็นที่รักใคร่ของบุคคลทั่วไป คือ เราควรจะเป็นคนที่

บทที่ 6 การนำหลักธรรมมาใช้ในการดำรงชีวิตเพื่อเสริมสร้างมนุษย์สัมพันธ์

หลักธรรมกับการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน


เราสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันมีดังนี้
1. เว้นจากการทำชั่วและมุ่งทำความดี ทุกศาสนาสอนให้ละเว้นการกระทำความชั่วและทำแต่ความดีทั้งสิ้น เพื่อให้ศาสนิกชนทั้งหลายเป็นคนดีนั่นเอง ถึงแม้แนวทางปฏิบัติของแต่ละศาสนาอาจมีข้อแตกต่างกันไป เช่น พระพุทธศาสนามีศีล คือ ข้อห้าม และธรรมะ คือหลักสำหรับเป็นข้อปฏิบัติ ศาสนาคริสต์มีบัญญัติ 10ประการ ศาสนาอิสลามสอนให้ยึดหลักศรัทธา 6 ประการ และหลักปฏิบัติ 5 ประการ เป็นต้น
2. ความรัก ความเมตตา แต่ละศาสนากล่าวถึงความรักความเมตตาไว้มากมายทั้งหลักธรรมคำสอนในคัมภีร์ และคำสอนแทรกไว้ในแต่ละตอนของคำสอนนั้นๆ บางครั้งก็มีคำสอนทำนองภาษิตเตือนใจ เช่น พระพุทธศาสนามีคติธรรมที่ยึดถือ เช่น เมตตาธรรมเป็นเครื่องค้ำจุนโลกและพึงเอาชนะความชั่วด้วยความดี ในศาสนาคริสต์พระเยซูทรงสอนว่า จงรักพระเจ้าอย่างสุดใจสุดความคิด และสุดกำลัง และจงรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตัวเอง ศาสนาอิสลาม ศาสดามูฮัมหมัดก็ทรงกล่าว ผู้ใดขาดความเมตตาเพื่อนมนุษย์ผู้นั้นไม่ได้รับเมตตาจิตเช่นกัน ดังนั้นทุกศาสนาจึงเน้นเรื่องความรัก ความเมตตา เพราะหากมนุษย์ทุกคนมีความรักความเมตตาอยู่ในใจแล้ว ก็จะไม่มีการเบียดเบียนกัน ต่างให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
3. การเสียสละหรือการสังคมสงเคราะห์ เมื่อ มนุษย์มีความรักความเมตตาแล้ว ก็จะมีความเสียสละเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และให้การสงเคราะห์ซึงกันและกัน ศาสนาต่างๆ จึงสอนให้สงเคราะห์กันด้วยความเมตตากรุณาไม่ใช่หวังผลตอบแทน แต่เน้นการเสียสละด้วยความบริสุทธิ์ใจ เช่น พระพุทธศาสนามีหลักธรรมที่เรียกว่า สังคหวัตถุ4 ซึ่งได้แก่ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตตา ศาสนาอิสลามได้มีการกำหนดหลักการให้ชาวมุสลิมมีการบริจาคทาน (ซากาด) แก่ผู้ยากจนหรือสมควรได้รับความช่วยเหลือในอัตราร้อยละ 2.5 ของรายได้ ศาสนาคริสต์จะเน้นให้มนุษย์เสียสละ ให้อภัย เอื้อเฟื้อ โดยไม่หวังผลตอบแทน
4. ความอุตสาหะและพัฒนาตนเอง ศาสนา ต่างๆ สอนให้คนมีความเพียร อดทน ขยันขันแข็ง และมีความอุตสาหะ มีความพยายาม อันจะช่วยให้บุคคลประสบความสำเร็จและรู้จักพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เช่น พระพุทธศาสนาสอนให้คนเคารพในการศึกษา สรรเสริญความเจริญก้าวหน้า มีหลักคำสอน อิทธิบาท 4 อันได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา มีคติเตือนใจ เช่น ความเพียรอยู่ในความสำเร็จอยู่ที่นั่น ศาสนาอิสลามสอนให้คนใฝ่หาความรู้ตั้งแต่เกิดจนตายและมีคำสอนว่า ผู้ใดมีความพยายาม ผู้นั้นจะได้รับผลสำเร็จ หรือคำสอนในศาสนาคริสต์ก็มีกล่าวไว้ว่า เราทั้งหลายภูมิใจความยากลำบาก เพราะรู้ว่าความยากลำบากนั้นทำให้เกิดความอดทนและความอดทนนั้นทำให้เกิด อุปนิสัยที่ดี เป็นต้น
5. ความยุติธรรม คำสอนทุกศาสนาเน้นเรื่องความยุติธรรม เพราะการที่สังคมจะอยู่ร่วมกันโดยสันติสุขนั้น จำเป็นต้องมีหลักแห่งความยุติธรรมเป็นแกนกลาง พระพุทธศาสนาสอนไม่ให้อยู่ภายใต้อคติ 4 ประการ คือ ฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ และภยาคติ ศาสนาคริสต์มุ่งเน้นในการรักษาความยุติธรรมในสังคมว่า เจ้าทั้งหลายอย่าเห็นแก่หน้าผู้ใดในการพิพากษา จงฟังท่าน ผู้ใหญ่ ผู้น้อย เหมือนกัน เจ้าทั้งหลายอย่ากลัวผู้ใด เพราะการพิพากษานั้นเป็นการตัดสินของพระเจ้า หรือศาสนาอิสลามสอนให้คำรงความยุติธรรม แม้จะกระทบกระเทือนต่อตัวเจ้าของ ต่อมารดา บิดาหรือญาติ ไม่ว่าเขาจะเป็นคนมีหรือคนจน และอย่าถือตามอารมณ์ใคร่ในการรักษาความยุติธรรม เป็นต้น
หลักธรรมที่พึ่งนำมาปฏิบัติในชีวิตประจำวัน 
ควรดำเนินการดังนี้
1.ฝึกการใฝ่หาความรู้ แบ่งออกได้เป็น 2 ทางคือ
การศึกษาทางโลกหมาย ถึง การศึกษาเล่าเรียนวิชาเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการทำมาหากิน หรือนำมาใช้ประโยชน์ในการทำการงานทางโลก ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ศึกษาชั่วระยะเวลาหนึ่ง การศึกษาทางโลกหรือการทำการงานทางโลก เป็นการกระทำที่ไม่มีวันสิ้นสุด ทำแล้วทำอีก หมดรุ่นนี้เดี๋ยวก็มีรุ่นใหม่มาให้ทำ เหมือนระลอกคลื่นที่เกิดขึ้น คลื่นลูกใหม่จะเกิดขึ้นไล่คลื่นลูกเก่าให้กระทบฝั่งไป เกิดอยู่เช่นนี้เป็นอยู่เช่นนี้ตลอดไป เรียกว่าโลกิยะวิสัย ซึ่งไม่เคยมอบความสำเร็จให้แก่ใคร ใครที่ยังมั่วสุมอยู่กับการงานทางโลกหรือการศึกษาทางโลก จึงไม่มีวันเสร็จงานหรือเสร็จการศึกษา
การศึกษาทางธรรม หมาย ถึง การงานทางธรรม ทำเสร็จแล้วไม่ต้องทำอีก ไม่ต้องศึกษาอีก ได้เป็นอเสกขะบุคคลแล้ว คือบรรลุนิพพานแล้ว ไม่ต้องศึกษาขวนขวายอะไรอีก มีแต่ทรงไว้และสงเคราะห์ แต่เสวยสุขซึ่งเป็นผลของการศึกษาทางธรรมไปเรื่อยๆ เมื่อหมดอายุขัยทางโลกแล้ว จิตวิญญาณดวงนั้นก็จะเสวยสุขหลุดพ้นอยู่แดนนิพพานตลอดไป
2.ฝึกบังคับตนเองไม่ทำความชั่วทั้งปวง การไม่ทำความชั่วทั้งปวงได้แก่
2.1 การไม่ทำความชั่วทางกาย ได้แก่ ไม่ทำร้ายหรือเบียดเบียนผู้อื่น ไม่ลักขโมย ไม่ถือเอาทรัพย์ของผู้อื่น
2.2 การไม่ทำความชั่วทางวาจา ได้แก่ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดหลอกลวง ไม่พูดคำหยาบ
2.3 การไม่ทำความชั่วทางใจ ได้แก่ ไม่คิดโลภ ไม่คิดพยาบาท ไม่เห็นผิดเป็นชอบ
3. ฝึกการทำความดี การกระทำความดี 3 ทางคือ
3.1การทำความดีทางกาย ได้แก่ มีเมตตากรุณาช่วยเหลือผู้อื่น
3.2 การทำความดีทางวาจา ได้แก่ พูดแต่ความจริง พูดแต่คำสุขภาพอ่อนหวาน ไม่พูดคำหยาบคาย
3.3 การทำความดีทางใจ ได้แก่ พอใจแต่สิ่งที่ได้มาโดยชอบ
4.การฝึกจิตให้บริสุทธิ์ การทำจิตใจให้บริสุทธิ์ หมายถึง การชำระหรือล้างจิตใจให้สะอาดหมดจดจากสิ่งอันเป็นเครื่องเศร้าหมองที่เรียกว่า กิเลส
กิเลส เป็นภาบาลี แปลว่า เศร้าหมอง หมายถึง สิ่งที่ทำให้จิตเศร้าหมอง ซึ่งสาเหตุหรือต้นตอของกิเลสก็คือ อวิชชา ที่แปลว่าสภาพที่ปราศจากความรู้ที่ถูกต้อง ความไม่รู้นี้เป็นเหตุให้เศร้าหมอง กิเลสจำแนกออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ โลภะ โทสะ โทสะ และโมหะ รวมเรียกว่า อกุศลมูล ลักษณะ ที่เรียกว่า โลภะ เช่น ความโลภ อยากได้ในทางทุจริต การกอบโกยผลประโยชน์ใส่ตนโดยไม่คำนึงถึงกรรมสิทธิ์และจิตใจของผู้อื่น การอยากได้ของผู้อื่นมาเป็นของตน เป็นต้น
ลักษณะที่เรียกว่า โทสะ เช่น ความโกรธ เคียดแค้น อาฆาตพยาบาท คิดประทุษร้าย เป็นต้น ลักษณะที่เรียกว่า โมหะ เช่น ความลังเลสงสัย ความประมาท ความหดหู่ท้อแท้เซื่องซึม ความเห็นผิดเป็นชอบ เป็นต้น

บทที่ 5 การปรับปรุงตนเองเพื่อสร้างมนุษย์สัมพันธ์

การปรับปรุงบุคลิกภาพนอก
     บุคลิกภายนอก ได้แก่ รูปร่างหน้าตา , การแต่งกาย, การพูดจา ซึ่งสามารถปรับปรุงให้ดีโดย
1. การปรับปรุงรูปร่างหน้าตา
เป็นรูปลักษณะภายนอก เป็นสิ่งที่จะสร้างความประทับใจในครั้งแรกให้แก่ผู้พบเห็น การปรับปรุงรูปร่างหน้าตา เราทุกคนสามารถทำได้โดยยึดหลัก คือ
สุขภาพ ผู้มีสุขภาพดี รูปร่างหน้าตาก็จะสดชื่นทำให้เป็นคนร่าเริงอยู่เสมอ
ความสะอาด ผู้ที่รักษาความสะอาดทั้งร่างกายและใบหน้าอยู่เสมอ ทำให้แลดูสดใสและเกิดความาประทับใจแก่ผู้พบเห็น
การยิ้ม การมีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสแสดงถึงการเป็นคนอารมณ์ดี และแสดงถึงการมีมนุษย์สัมพันธ์
หน้าตา การมีหน้าตาที่สวย หล่อ ก็มีประโยชน์เหมือนกัน แต่ใช่ว่าคนที่ไม่สวย หล่อ จะดูไม่ดี ขอแค่มีองประกอบ ที่ผ่านมาทั้งสามข้อก็ถือว่าใช้ได้แล้ว
2. การปรับปรุงการแต่งกาย
การแต่งกายที่ดีย่อมก่อให้เกิดเอกลักษณ์ที่เด่น และมีค่าต่อบุคลิกภาพของบุคคล การแต่งกายที่ดีนั้นก็คือ การรู้จักใช้เสื้อผ้าที่สะอาด ตัดเย็บด้วยความประณีตเรียบร้อย ไม่จำเป็นต้องใช้สินค้าที่มีราคาแพง ควรรีดให้เรียบร้อย ใส่สีที่เข้าชุดกันการแต่งกายสามารถช่วยพัฒนาบุคลิกภาพของเราได้ เพราะสามารถช่วยปกปิดข้อบกพร่องของร่างกาย และช่วยเสริมจุดเด่นของรูปร่างหน้าตาให้ดูดี มีสง่ามากขึ้น อาจสรุปหลักการแต่งกายที่ดีที่ช่วยเสริมบุคลิกภาพได้ 4 ประการ ดังนี้
ความสุภาพ หมายถึง การแต่งกายสุภาพทั้งสีและแบบ
ความประณีต หมายถึง เสื้อผ้าที่ตัดเย็บด้วยความประณีตเหมาะสมกับรูปร่างของผู้สวมใส่
ความสะอาด หมายถึง ความสะอาดทั้งเสื้อผ้าและอุปกรณ์ที่ใช้กับผ้า
ความประหยัด หมายถึง การใช้เสื้อผ้าที่มีราคาประหยัด โดยไม่ทำให้เสียบุคลิกภาพ
3. การปรับปรุงกิริยาท่าทาง
กิริยาท่าทาง เป็นส่วนที่สำคัญอย่างหนึ่งที่สร้างความมั่นใจหรือความนับถือให้เกิดแก่ผู้ อื่น เราอาจสร้างความประทับใจแก่ผู้พบเห็นได้ง่าย หากกิริยาท่าทางของเราทำให้เขาเกิดความศรัทธาและเชื่อถือกิริยาซ้ำซาก เช่นลูบศีรษะ เคาะเท้า ประสานข้อมือเข้า ๆ ออก ๆ ดึงเสื้อขยับหัวเข็มขัด ฯลฯ กิริยาเหล่านี้ทำให้บุคลิกภาพเสียไป ทำให้ผู้พบเห็นเกิดความรำคาญและเกิดความประทับใจในทางลบ หากมีผู้คอยท้วงติงและเจ้าตัวพยายามสังเกตตนเอง และฝึกฝนตนเองย่อมสามารถปรับปรุงภาพลักษณ์ไม่ดีเหล่านี้ได้
4. การปรับปรุงในเรื่องการติดต่อสื่อสาร
บุคคลจะประสบความสำเร็จด้วยดีต้องอาศัยการติดต่อสื่อ สารที่ดี การที่จะชักจูงให้คนอื่นยอมรับความคิดเรา เราต้องมีความสามารในการติดต่อสื่อสารให้ผู้ฟังทราบถึงจุดประสงค์ของเรา การติดต่อสื่อสารที่ดีต้องเป็น กระบวนการสองทางคือ ซึ่งหมายถึงการพูดและการฟัง ทักษะในเรื่องนี้สามารถเรียนรู้กันได้ เพื่อทำให้เราประสบผลสำเร็จในการทำงาน
5. การปรับปรุงการพูด
การที่เราจะต้องติดต่อกับบุคคลมากหน้าหลายตา หรือการทำงานอยู่กับคนเกือบทุกประเภทและทุกอาชีพ จะต้องพูดให้ผู้ฟังเข้าใจจุดมุ่งหมายของเรานั้นเราจะต้องเป็นคนที่พูดเก่ง ซึ่งหมายถึง สามารถพูดให้ผู้ฟังเข้าใจในเรื่องที่เราพูดได้อย่างชัดเจน และเกิดความคิดคล้อยตามในที่สุด นอกจากนี้กิริยาท่าทางของผู้พูด การวางสีหน้า และการแสดงออกของเราต้องแสดงความเชื่อมั่นในตนเอง การพูดตามสบายตามธรรมชาติจะช่วยให้การพูดน่าฟังยิ่งขึ้น
การปรับปรุงบุคลิกภาพภายใน

ได้แก่ ความคิด อารมณ์ ความรู้สึก และนิสัยใจคอ ซึ่งมีแนวทางในการปรับปรุงดังนี้
1. การสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง
2. ความกระตือรือร้น
3. ความรอบรู้
4. ความคิดริเริ่ม
5. ความจริงใจ
6. การรู้กาลเทศะ
7. ปฏิภาณไหวพริบ
8. ความรับผิดชอบ
9. ความจำ
10. การมีอารมณ์ขัน
11.ความมีคุณธรรม

บทที่ 4 การศึกษาตนเองและผู้อื่นเพื่อมนุษย์สัมพันธ์

การศึกษาตนเอง

การเรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง แบ่งออกเป็น 4 ประการคือ
1. การกำหนดทางสังคม หมายถึงรูปแบบที่สังคมยอมรับ
2. การเปรียบเทียบในสังคม หมายความว่าสังคมใดที่ได้ยอมรับว่าการปฏิบัติดีเราก็ควรปฏิบัติตาม
3. ความสัมพันธ์กับบุคคลในสังคม หมายความว่า พฤติกรรมที่แสดงออกได้ยอมรับการสนองตอบอย่างไร
4. การยอมรับจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง หมายความว่า บุคคลที่เกี่ยวข้องเช่น พ่อ , แม่ พี่น้องเป็นต้น เป็นใกล้ชิดเรา ควบคุมพฤติกรรมของเรา
บทบาทของตนเอง

มนุษย์ส่วนมากจะแยกความรู้สึกในการติดต่อสัมพันธ์กับบุคคลอื่น แบ่งออก เป็น 3 ลักษณะคือ
1.บุคคลที่ด้อยกว่า หมายถึง บุคคลที่คิดว่าตัวเองมีคุณค่าต่ำกว่าผู้อื่น
2.บุคคลที่ดีกว่า หมายถึง บุคคลที่คิดว่าตัวเองมีคุณค่าดีกว่าผู้อื่น เหนือกว่าคนอื่น
3.บุคคลที่เท่าเทียบกัน หมายถึง บุคคลที่คิดว่าตันเองมีความสามารถเท่าๆกับผู้อื่น การแสดงบทบาทจะเป็นอิสระ
คุณค่าของตนเอง

การที่จะรู้ตัวเองได้ดี มีค้านต่างๆ ต่อไปนี้
1. ความสนใจและนิสัย ต้องทำตัวให้ทันสมัย จึงจะได้เชื่อว่าเป็นผู้สนใจคนหนึ่ง
2. ความสามารถทั่วไปและความสามารถพิเศษ จะต้องเป็นคนหูตากว้างขวางและมองการณ์ไกล
3. ความสามารถแห่งสมองและบุคลิกภาพ ผู้มีสมองดีนั้นต้องอาศัยการฝึกหัดเสียก่อน
4.ฐานะทางเศรษฐกิจ เป็นหลักสำคัญมากในการครองชีพ
5. ความรู้ เป็นสิ่งสำคัญในการที่ท่านจะเอาไปประกอบอาชีพ
6. สุขภาพและศักยภาพทางกาย หมั่นออกกำลังกาย ให้ร่างกายมีพลานามัยดี
การพัฒนาตนเอง

ควรศึกษาตนเองในด้านต่างๆต่อไปนี้
1. ลักษณะท่าทาง หมาย ถึง รูปร่างหน้าตา การพูด การยืน การนั่ง การแสดงออกจะต้องเรียนรู้ว่ากิริยาท่าทางเหล่านี้มีความเป็นปกติหรือไม่ บุคลิกเหล่านี้เปลี่ยนแปลงพัฒนาไปได้ด้วยการฝึกอบรม
2. การแต่งกาย หมายถึง การเลือกใช้เสื้อผ้า เครื่องประดับ สีสัน รูปแบบให้เหมาะสมกับบุคลิก ระเบียบ ประเพณี วัฒนธรรมของสังคม
3. สุขภาพร่างกายและจิตใจ หมายถึง การมีสุขภาพ พลานามัย แจ่มใส
4. ความรอบรู้หมายถึงการใช้สติปัญญา พิจารณาปัญหาเหตุการณ์ต่างๆอย่างรอบคอบ
องค์ประกอบการเรียนรู้ตนเอง
1 .ความต้องการ
2 .บุคลิกภาพ ( Personality)หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างของบุคคลที่ใช้ในการแสดงออกกับบุคคลอื่นอย่างมีพอดี อิทธิพลที่ทำให้เกิดบุคลิกภาพประกอบด้วย
2.1 พันธุ์กรรม ( Heredity) หมายถึง บุคลิกภาพที่ไดรับการถ่ายทอดากสายพันธุ์กรรม พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ฯลฯ เช่น รูปร่างหน้าตา สติปัญญา นิสัยใจคอ เป็นต้น
2.2 สิ่งแวดล้อม (Environment) หมายถึง บรรยากาศ สถานการณ์ ที่ช่วยห่อหลอมบุคคลให้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพล และการกระทำที่เกิดความเคยชินเป็นนิสัย
3. ค่านิยม (Values) หมา ถึง คุณค่าของบุคคล/สังคม ส่วนนิยมปฏิบัติต่อ ๆ กันมาเพราะเห็นว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ เช่น ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว มีเมตตา กรุณา ช่วยเหลือ ผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก เพราะการดำเนินชีวิตจองบุคคลจะอยู่ภายใต้ค่านิยมของสังคม
3.1 ค่านิยมดี เป็นพฤติกรรมที่แสดงบทบาทในทางสร้างสรรค์ เพื่อให้สังคมโดยส่วยรวมมีความสุข
3.2 ค่านิยมเลวเป็นพฤติกรรมที่แสดงบทบาทเพื่อเห็นแก่ตัว เอารู้เอาเปรียบ ทำให้สังคมเดือดร้อน

อิทธิพลของการเข้าใจผู้อื่นที่มีต่อพฤติกรรมของบุคคล
      การเข้าใจผู้อื่นจัดว่ามีอิทธิพลต่อ พฤติกรรมของบุคคลเป็นอย่าง เมื่อบุคคลได้เข้าใจผู้อื่นอย่างไรก็จะแสดงพฤติกรรมที่สอดคล้องกับการเข้าใจ ผู้อื่นนั้น เช่น นาย ก. เข้าใจว่านาย ข. เป็นคนดีก็จะแสดงพฤติกรรมด้วยการให้ความเคารพนับถือแต่ถ้าเข้าใจนาย ข. เป็นคนไม่ดีก็จะแสดงพฤติกรรมเฉย ๆ ไม่คบค้าสมาคมด้วย
ฟรีดแมน (Freedman 1978 : 98-99) ได้สรุปว่าอิทธิพลของการเข้าใจผู้อื่นมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของบุคคลดังนี้
1. ความประทับใจบุคคลจะรับรู้พฤติกรรมของบุคคลอื่น และอาจเกิดความประทับใจ
ไปอีกนานแม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยก็ตาม เช่น ข. ยิ้มให้ ก. ก. อาจจะเกิดความประทับใจจากรอยยิ้มพิมพ์ใจของ ข. ก็ได้
2. เกณฑ์การประเมินผล เป็นหลักสำคัญในการพิจารณาและแสดงออกซึ่งพฤติกรรมว่าพฤติกรรมระดับใด บุคคลจึงจะประทับใจในพฤติกรรมของบุคคลอื่น เช่น ลักษณะของการยิ้มเพียงรอยยิ้มนิดหน่อย อาจเป็นที่ประทับใจหรือพอใจของบุคคลบางคนก็ได้
3. บุคคลที่มีสัมพันธภาพอันดีต่อกัน จะมีพฤติกรรมที่ดีต่อกันด้วย ในทางตรงข้ามบุคคล
ที่ไม่ต้องชะตากัน ย่อมจะมีพฤติกรรมที่ดีต่อกันได้ยาก
4. การสรุปผลการเข้าใจผู้อื่นอาจจะมีข้อผิดพลาดได้ซึ่งจะมีผลต่อการแสดงพฤติกรรมของบุคคลด้วย เช่น สรุปว่าเขาเป็นคนเลว เราจะไม่เกี่ยวข้องด้วย เป็นต้น
5. การเข้าใจผู้อื่นของบุคคลมักจะมีอคติเข้าไปเกี่ยวข้อ ทำให้บุคคลแสดงพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจากเกณฑ์มาตรฐานที่ควรจะเป็น ซึ่งเรียกว่า อคติ 4 คือ
5.1 Positive Halo Effect เป็นอคติในทางบวก โดยการมองคนในแง่ดีเพียงด้านเดียว เช่น
เห็น เป็นพวกเดียวกันก็มักจะมองกันในแง่ดีเสมอ ถึงแม้บางครั้งจะทำอะไรผิด ก็จะมองไปว่าเป็นเหตุบังเอิญมิได้ตั้งใจ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์
5.2 Negative Halo Effect เป็นอคติในทางลบ คือ เห็นใครก็ว่าไม่ดีทั้งนั้น หรือมองคนใน
แง่ร้ายเสมอ เช่น เห็นไม่ใช่พวกเดียวกัน ก็มองในแง่ไม่ดีไว้ก่อน เป็นต้น
5.3 Logical Error เป็น อคติจากความผิดพลาดของการใช้เหตุผล เช่น มีคำกล่าวว่า “คบเด็กสร้างบ้าน” สมศักดิ์เป็นเด็ก ดังนั้นใคร ๆ ก็ใช้เหตุผลอ้างอิงอย่างผิดพลาดว่า ถ้าคบสมศักดิ์แล้วจะยุ่งยากเหมือนสร้างบ้าน
5.4 Assumed Similarity เป็นอคติที่เกิดจากาการสรุปผิด ๆ เช่น บุคคลที่เคยถูกหลอกลวงก็จะไม่ไว้วางใจใครเลย กลัวประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เป็นต้น

      นอก จากนี้ควรได้พิจารณาหลักธรรมในเรื่องอคติ 4 คือ ฉันทาคติ (ลำเอียงเพราะความรัก) โทสาคติ (ลำเอียงเพราะความโกรธ) โมหาคติ (ลำเอียงเพราะความโง่) และ ภยาคติ(ลำเอียงเพราะ
ความกลัว) ซึ่งล้วนแต่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของบุคคลทั้งสิ้น

บทที่ 3 การติดต่อสื่อสารเพื่อมนุษย์สัมพันธ์


การติดต่อสื่อสาร
        เป็น การสร้างความเข้าใจจากบุคคลหนึ่งไปยังบุคคลหนึ่ง หรือหน่วยงานหนึ่งไปยังหน่วยงานหนึ่ง หรือเป็นกระบวนการในการส่งข่าวสารระหว่างบุคคล หรือหน่วยงานทั้งภายในและภายนอกขององค์การ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ และสามารถประสานงานให้ฝ่ายต่าง ๆ ได้ปฏิบัติหน้าที่ความรับผิดชอบได้ตรงตามวัตถุประสงค์ขององค์การ ซึ่งการติดต่อสื่อสารที่ชัดเจนนั้นเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ไม่ยาก โดยจุดเริ่มต้นของการสื่อสารที่บรรลุเป้าหมายที่สุดก็คือ การทำให้สาร และการสื่อสารนั้นเรียบง่าย ปฏิบัติได้มากที่สุด และง่ายต่อการจำที่สุด ซึ่งสามารถทำได้โดยอาศัยหลัก และขั้นตอนการติดต่อสื่อสาร

องค์ประกอบของการติดต่อสื่อสาร
องค์ประกอบของการติดต่อสื่อสาร ประกอบด้วย ส่วนสำคัญ 4 ประการ ได้แก่
1. ผู้ส่ง หมายถึง บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ต้องการส่งข่าวสาร/ข้อมูลให้ผู้รับสารโดยมีวัตถุ ประสงค์ วิธีการที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ และลักษณะของผู้รับสารที่มีความแตกต่างกันในด้านภาษา วัฒนธรรม ความรู้สึก ทัศนคติ ความเชื่อ และระดับความรู้ ซึ่งผู้ส่งสาร พึงตระหนักถึงการเลือกโอกาสและวิธีการที่เหมาะสมที่เอื้อให้ผู้รับสารเข้าใจ และตอบสนองได้ง่าย
2. ข่าวสาร/ข้อมูลส่วน ประกอบของข่าวสาร ข้อมูล มิใช่เป็นเพียงถ้อยคำ หรือภาษาเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึง โอกาสช่วงเวลา อารมณ์ ความรู้สึก โดยเฉพาะระดับเสียง มักเป็นตัวบอกภาวะทางอารมณ์ของผู้ติดต่อว่าเป็นความพอใจ โกรธไม่พอใจ หรือเศร้าใจ เป็นต้น
3. สื่อที่ใช้การส่งสาร ผู้ส่งสารต้องมีการหลักในการเลือกสื่อที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากที่สุด
4. ผู้รับ อาจ เป็นบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีหน้าที่รับข้อมูล/ข่าวสาร และตอบสนองตามวัตถุประสงค์ของผู้ส่งสาร ฉะนั้นจึงพึงระมัดระวังการแปลความหมายว่าส่วนใดเป็นข้อเท็จจริง (fact) ส่วนใดเป็นความรู้สึก (feeling) ส่วนใดเป็นความคิดเห็น (thinking or opinion) และสามารถส่งข้อมูลย้อนกลับ (feedback) ไปยังผู้ส่งข่าวสารได้ ซึ่งอาจจะบอกกล่าวถึงการรับข่าวสาร/ข้อมูล ตรวจสอบความเข้าใจ หรือแสดงความรู้สึกนึกคิด เป็นต้น ย่อมเพิ่มคุณภาพของการติดต่อสื่อสารให้มากยิ่งขึ้น
สื่อที่ใช้การติดต่อสื่อสาร
สำนักงานขนาดเล็กมักจะใช้รูปแบบการติดต่อสื่อสารทาง เสียงหรือคำพูด ส่วนสำนักงานขนาดใหญ่มักใช้รูปแบบการติดต่อสื่อสารได้ครบทุกด้าน ซึ่งอาจแบ่งรูปแบบการติดต่อสื่อสารในสำนักงานได้ 4 ชนิด คือ
1. เสียงหรือคำพูด นิยมใช้โทรศัพท์ในการติดต่อสื่อสาร โดยเฉพาะระบบโทรศัพท์ตอบรับ จะช่วยลดต้นทุนพนักงานในการรับโทรศัพท์ และเกิดความรวดเร็วในการให้บริการ นอกจากนี้ยังมีเครื่องบันทึกเทปที่ใช้บันทึกคำพูดสั่งการของผู้บังคับบัญชา อีกด้วย
2. คำ เป็นรูปแบบการติดต่อสื่อสารด้วยลายลักษณ์อักษรหรือการเขียนนั่นเอง
3. ภาพเป็นรูปแบบการติดต่อสื่อสารที่ถ่ายทอดในรูปแบบไร้คำ ไร้เสียง และไร้ตัวเลข แต่เป็นการสื่อสารด้วยภาพ หรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ
4. ข้อมูล เป็น รูปแบบการติดต่อสื่อสารที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เป็นช่องทางในการติดต่อ ระหว่างกัน ถ้าเป็นการติดต่อสื่อสารภายในหน่วยงานเดียวกันเรียกว่า ระบบอินทราเน็ต (Intranet) ถ้าเป็นการติดต่อสื่อสารภายนอกสำนักงานไปยังเครือข่ายทั่วโลก เรียกว่า ระบบอินเทอร์เน็ต (Internet)

ประเภทของการติดต่อสื่อสาร
 
     การติดต่อสื่อสารจำแนกได้เป็น 2 ประเภทได้แก่ การติดต่อสื่อสารภายในและการติดต่อสื่อสารภายนอก ดังนี้1. การติดต่อสื่อสารภายใน (Internal Communication)หมาย ถึง การติดต่อสื่อสารภายในองค์กรหรือสถาบันซึ่งเป็นการติดต่อกันของบุคคลภายใน องค์กร บริษัท หน่วยงาน หรือสถาบันเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจซึ่งกันและกันทำให้การดำเนินงานภายใน องค์กรเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ การสื่อสารภายในเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวของสถาบัน เพราะหากกลุ่มประชาชนภายในองค์กรมีความเข้าใจที่ตรงกัน มีทัศนคติที่ดีต่อองค์กรแล้ว การดำเนินกิจการต่างๆ ขององค์กรย่อมได้รับการสนับสนุนจากประชาชนภายในดังนั้น องค์กรหรือสถาบันจึงต้องให้ความสำคัญกับการสื่อสารภายใน โดยให้ข้อมูลข่าวสารแก่พนักงานของตนเองทำความเข้าใจ สร้างทัศนคติที่ดี รับฟังความคิดเห็นของพนักงาน ตลอดจนอำนวยความสะดวกในการติดต่อสื่อสารภายในองค์กร เช่น โทรศัพท์ เสียงตามสาย การจัดทำป้ายประกาศ โทรทัศน์วงจรปิด เป็นต้น การติดต่อสื่อสารภายในจะต้องมีความชัดเจน เพราะหากคนในองค์กรยังมีความเข้าใจไปคนละทิศละทาง โอกาสที่กิจกรรมขององค์กรจะประสบความล้มเหลวย่อมมีมากขึ้นตามไปด้วยการสื่อ สารภายในองค์กรจึงเป็นเรื่องที่นักประชาสัมพันธ์และฝ่ายบริหารจะต้องให้ความ สำคัญและต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง2. การติดต่อสื่อสารภายนอก (External Communication)หมาย ถึง การสร้างความเข้าใจร่วมกันกับบุคคลหรือองค์กร ภายนอก ได้แก่ ประชาชนทั่วไป กลุ่มลูกค้า คู่แข่งขัน ประชาชนในท้องถิ่น เพื่อให้กลุ่มประชาชนภายนอกองค์กรเหล่านี้รู้และเข้าใจ พร้อมทั้งให้การสนับสนุนการดำเนินกิจการขององค์กรเนื่องจากการติดต่อสื่อสาร ภายนอกเป็นการติดต่อสื่อสารกับกลุ่มประชาชนภายนอกซึ่งมีจำนวนมาก ดังนั้น การสื่อสารภายนอกจึงมักนิยมใช้สื่อมวลชน (Mass Communication) เป็นช่องทางในการสื่อสารภายนอก เช่น วิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร ซึ่งต้องใช้งบประมาณในการดำเนินการค่อนข้างมาก
สื่อสัมพันธ์โดยอาศัยกิจกรรมต่างๆ
กจิกรรมเกี่ยวกับศาสนา เช่น วันสำคัญทางศสนา , งานบวช , งานศพ , งานทอดกฐิน , ผ้าป่า ,การสร้างและพัฒนาศาสนา
กิจกรรมวัฒนธรรม เช่น การส่งเสริมจริยธรรม , การรณรงค์ต่างๆ , การส่งเสริมการศึกษาของชุมชน , การสอนวิชชีพและการปาฐกถา
กิจกรรมด้านสังคม เช่น การต่อตั้ง , การสังเคราะผู้ยากจน , งานวันเด็กแห่งชาติ

หลักสำคัญ 7 ประการในการติดต่อสื่อสาร ด้งนี้
1. ความเชื่อถือ การสื่อสารจะได้ผลนั้นต้องมีความเชื่อถือได้ ข่าวจริงมิใช่ข่าวเท็จ
2. ความเหมาะสม การสื่อสารที่ดีต้องมีความเหมาะสมกลมกลืนกับวัฒธรรมของสังคม
3. เนื้อหาสาระ ข่าวสารที่ดีจะต้องมีความหมายสำหรับผู้รับ
4. บ่อยและสม่ำเสมอต่อเนื่องกัน การสื่อข่าวสารจะได้ผลต้องส่งบ่อยๆติดต่อกัน
5. ช่องทางข่าวสาร ข่าวสารจะเผยแพร่ได้ต้องส่งให้ถูกช่องทางของการสื่อสาร
6. ความสามารถของผู้รับ การสื่อสารที่ถือว่าได้ผลนั้นต้องใช้ความพยายามหรือแรงงานน้อยที่สุดการสื่อสารจะง่ายสะดวดก็ขึ้นอยู่กับความสารถในการรับของผู้รับ
7. ความแจ่มแจ้งชัดเจน ข่าวสารต้องง่าย ชัดเจน ใช้ภาษาที่ผู้รับเข้าใจ

บทที่ 2 ธรรมชาติของมนุษย์

ธรรมชาติของมนุษย์ในแนวความคิดของนักจิตวิทยา
1.กลุ่มจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์เชื่อ ว่า คนเรามีลักษณะของความเป็นมนุษย์และสัตว์ผสมอยู่ด้วยกัน และเน้นว่าชีวิตของมนุษย์หล่อหลอมมาจาก ความต้องการทาง ร่างกาย แรงขับทางเพศและสัญชาตญาณของความก้าวร้าว นักจิตวิเคราะห์กลุ่มนี้ มองมนุษย์ในแง่ของ ความเป็นสัตว์และ ความเป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐ กล่าวคือ คนเรามีลักษณะเหมือนกับสัตว์ ในแง่ของความต้องการ อาหาร การขับถ่าย และความต้องการ ทางเพศ แต่คนแตกต่างไปจากสัตว์ ในแง่ที่ว่าสามารถจะพัฒนาเทคนิคการสื่อความหมายต่างๆ ในการดำรงชีวิตอยู่ ในสังคม ซึ่งสามารถแยกตนไปจาก เรื่องของ สัญชาตญาณได้ นั่นคือความรู้สึกผิดชอบชั่วดี มีคุณธรรมสามารถครอบคลุมพฤติกรรม
โครงสร้างบุคลิกภาพของมนุษย์ประกอบด้วย
Idเป็น ส่วนหนึ่งของบุคลิกภาพที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด แต่เป็นส่วนที่จิตไร้สำนึก มีหลักการที่จะสนองความต้องการของตนเองเท่านั้น เอาแต่ได้อย่างเดียว และจุดเป้าหมายก็คือ หลักความพึงพอใจ (Pleasure Principle) Id จะผลักดันให้ Ego ประกอบในสิ่งต่างๆ ตามที่ Id ต้องการ
Egoเป็น ส่วนของบุคลิกภาพ ที่พัฒนามาจากการที่ทารกได้ติดต่อ หรือมีปฎิสัมพันธ์กับโลก ภายนอก บุคคลที่มีบุคลิกภาพปกติ คือ บุคคลที่ Ego สามารถที่ปรับตัวให้เกิดสมดุลระหว่างความต้องการของ Id โลกภายนอก และ Superego หลักการที่ Ego ใช้คือหลักแห่งความเป็นจริง (Reality Principle)
Superegoเป็น ส่วนของบุคลิกภาพที่เกิดขึ้นในระยะที่ 3 ของพัฒนาการที่ชื่อว่า "Phallic Stage" เป็นส่วนของบุคลิกภาพที่ตั้งมาตรการของพฤติกรรมให้แต่ละบุคคล โดยรับค่านิยมและมาตรฐานจริยธรรมของบิดามารดา เป็นของตน โดยตั้งเป็นมาตรการความประพฤติ มาตรการนี้จะเป็นเสียงแทนบิดามารดา คอยบอกว่าอะไรควรทำ หรือไม่ควรทำ มาตรการของพฤติกรรมโดยมากได้มาจากกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่พ่อแม่สอนและ มักจะเป็นมาตรฐานจริยธรรม และค่านิยมต่างของพ่อแม่ ฟรอยด์กล่าวว่าเป็นผลของการปรับของ Oedipus และ Electra Complex ซึ่งนอกจาก ทำให้เด็กชายเลียนแบบพฤติกรรมของ "ผู้ชาย" จากบิดา และเด็กหญิงเลียนแบบพฤติกรรมของ "ผู้หญิง" จากมารดาแล้ว ยังยึดถือหลักจริยธรรม ค่านิยมของบิดามารดา เป็นมาตรการของพฤติกรรมด้วย
2.กลุ่มพฤติกรรมนิยม (Behaviorism) กลุ่มนี้แยกตัวมาจากกลุ่ม Functionalism แนวโน้ม ของกลุ่มนี้เห็นจะเปลี่ยน จากเรื่องจิตมาเป็นเรื่องของพฤติกรรมล้วน ๆ โดยเห็นว่าพฤติกรรมที่ปรากฏและ สามารถสังเกตได้เท่านั้นเป็นเรื่องสำคัญ ที่ควรศึกษาในจิตวิทยา ผู้นำของกลุ่มคือ จอห์น บี.วิตสัน (John B. Watson,1878 - 1958)ที่มีความคิดค้านกับแนวความคิด ของกลุ่มศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ด้วย สิ่งที่สังเกตและมองเห็นได้ นั่นก็คือ พฤติกรรมหลักของกลุ่มนี้ คือพฤติกรรมเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ของสิ่งเร้าและการตอบสนอง การศึกษาสิ่งเร้า และการตอบ สนองจะช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมได้
3.กลุ่มมนุษย์นิยม ที่อาจนำไปใช้เพื่อการพัฒนาพฤติกรรม คือ การเน้นให้บุคคลได้มีเสรีภาพ เลือกวิถีชีวิตตามความต้องการและความสนใจ ให้เสรีภาพในการคิด การทำเน้นความแตกต่างระหว่างบุคคล เน้นให้บุคคลมองบวกในตน ยอมรับตนเอง และนำส่วนดีในตนเองมาใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ รักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตนเอง สร้างสรรค์สิ่งดีให้ตนเอง ซึ่งเป็นฐานทางใจให้มองบวกในคนอื่น ยอมรับคนอื่นและสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้แก่ผู้อื่นและสังคม กับทั้งมีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคมด้วย
ทฤษฏีความต้องการของมนุษย์
ความต้องการของมนุษย์ตามแนวความคิดของมาสโลว์(Maslow) มาสโลว์ ได้แบ่งความต้องการของมนุษย์ออกเป็น 5 ขั้นเรียงตามลำดับ ดังนี้

1. ความต้องการทางด้านเสรีระ (Physiological Needs)
คือ ความต้องการทางร่างกาย ซึ่งเป็นความต้องการที่จำเป็นสำหรับมีชีวิตอยู่ ดังนั้น ในการพัฒนาคนๆหนึ่งนั้น จะต้องเริ่มจากแรกเกิด เด็กจะต้องได้รับสิ่งที่เป็นพื้นฐานนั่นก็คือ ต้องให้เด็กกินให้อิ่ม พักผ่อนให้เพียงพอ ซึ่งถ้าเราให้ความต้องการต่างๆอย่างสมบูรณ์ก็จะทำให้เด็กสามารถเติบโตไปและ พัฒนาขึ้นไปขั้นความต้องการที่ 2 ตามแนวคิดทฤษฎีของมาสโลว์คือ
2. ความต้องการความมั่นคงปลอดภัยหรือสวัสดิภาพ (Safety Needs) ซึ่ง ก็คือความต้องการความมั่นคงทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ก็คือ จากเด็กถ้าเราให้ความคุ้มครองเลี้ยงดูเขาอย่างปลอดภภัย ทำให้เขารู้สึกมั่นใจว่าเขาปลอดภัย เขาก็สามารถเติบโตไปได้และตลอดเวลาที่เขาเติบโต ความต้องการนี้ก็จะมีติดตัวไปเรื่อยๆ ก็คือก็ยังคงต้องการความมั่นคงปลอดภัยหรือสวัสดิภาพ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการทำงาน มีอาชีพที่มั่นคง จากนั้นสิ่งที่จะพัฒนาขึ้นไปอีก็คือ
3. ความต้องการความรักและเป็นส่วนหนึ่งของหมู่ (Love and Belonging Needs) โดยปกติแล้วคนเราจะมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นและสิ่งแวดล้อม เรามีสังคม มีเพื่อน ดังนั้นไม่ว่าจะช่วงแห่งการเรียนหนังสือ หรือในช่วงการทำงาน เราก็อยากให้ทกคนเห็นความสามารถของเรา นับถือเรา ร้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของสังคมหรือกลุ่มเพื่อน ดังนั้น ถ้าเรามีสิ่งเหล่านี้ ก็จะยิ่งทำให้เรามีความมั่นใจในตัวเอง มีความสุข และยิ่งทำให้ชีวิตยิ่งสมบูรณ์ จากนั้นเราก็สามารถพัฒนาไปยังขั้นต่อไป คือ
4. ความต้องการที่จะร้สึกว่าตนเองมีค่า (Esteem Needs) จาก ความต้องการขั้นที่แล้ว เมื่อเราเป็นที่ยอมรับหรือที่รักของคนในหมู่ หรือในกลุ่ม จะทำให้เรามีความรู้สึกว่าตนเองมีค่า ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถจะทำให้เราสามารถจะพัฒนาตัวเองตลอดเวลา ดังนั้นในการที่จะมีสิ่งเหล่านี้ได้เราจะต้องสมบูรณ์ในทุกขั้น คือ เราได้สิ่งที่ต้องการอย่างสมบูรณ์
5. ความต้องการที่จะรู้จักตนเอง ตามสภาพที่แท้จริงและพัฒนาตามศักยภาพของตน (Need for Self Actualization) จาก ความต้องการที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าเราได้ความต้องการอย่างสมบูรณ์เราก็สามารถพัฒนาไปยังขั้นต่อไป แต่สิ่งที่สำคัญในการสนองความต้องการของตนเองอย่างสมบูรณ์แล้ว ในการดำเนินชีวิตตามระยะช่วงอายุ ตามลำดับการเจริญเติบโต ต้องดำเนินควบคู่ไปกับการดำเนินชีวิตที่ยึดถือจริยธรรม คุณธรรม สิ่งที่ได้มาจะต้องมีความถูกต้อง ขั้นต่อไปเราก็จะเข้าใจและรู้จักตนเอง ยอมรับตนเองได้ ซึ่งถ้าขั้นความต้องการที่ได้มาอย่างไม่สมบูรณ์หรือขาดจริยธรรม ไม่ถูกต้อง เราก็ไม่สามารถเข้าใจตนเองว่าเราต้องการสิ่งต่างๆเหล่านั้น เพื่ออะไร ดังนั้น ในการที่จะเข้าใจตนเอง หรือยอมรับตนเองได้นั้น เป็นสิ่งที่ยากมากๆ

บทที่ 1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับมนุษยสัมพันธ์

บทที่ 1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับมนุษยสัมพันธ์

ความหมายของมนุษยสัมพันธ์ มีนักจิตวิทยาให้ความหมายไว้หลายท่านพอสรุปได้ดังนี้
     อริสโตเติล ( Aristotle ) นักปราชญ์ชาวกรีก อธิบายว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม มนุษย์ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน เป็นหมู่เป็นเหล่ามนุษย์ อยู่ร่วมกัน เป็นกลุ่มเป็นพวก มีปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน การที่มนุษย์อยู่ร่วมกัน ทำให้พวกเขารู้สึกปลอดภัย ซึ่งเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ ดังนั้นเราอาจกล่าวได้ว่า การที่มนุษย์มีสัมพันธ์กัน มนุษย์จึงเป็นสัตว์สังคม ดังที่นักปราชญ์ได้กล่าวไว้

     มนุษยสัมพันธ์ หมาย ถึง ความสัมพันธ์ในทางสังคม ระหว่างมนุษย์ ซึ่งจะก่อให้เกิดความเข้าใจอันดีต่อกัน พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ( 2525 : 402 )ในปี พ.ศ. 2538 ราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้ความหมายเพิ่มเติมว่า

     มนุษยสัมพันธ์ หมาย ถึงความสัมพันธ์ในทางสังคมระหว่างมนุษย์ ซึ่งจะก่อให้เกิดความเข้าใจอันดีต่อกันมนุษยสัมพันธ์ ( Human Relationships ) เป็นการอยู่ร่วมกันของมนุษย์เป็นหมู่เป็นคณะ หรือกลุ่มโดยมีการติดต่อสื่อสารกัน ระหว่างบุคคล ระหว่างกลุ่ม เพื่อให้ทราบความต้องการของแต่ละบุคคล หรือกลุ่มรวมไปถึง วิธีการจูงใจ และประสานความต้องการ ของบุคคล และกลุ่มให้ผสมผสานกลมกลืนกันตามระบบที่สังคมต้องการ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ( 2538 : 628 )

     มนุษยสัมพันธ์ หมาย ถึง การแสวงหา เพื่อทำความเข้าใจ โดยการใช้ลักษณะรูปแบบการติดต่อสัมพันธ์กัน ระหว่างบุคคลเป็นผล ก่อให้เกิดความเชื่อมโยง เพื่อให้ได้ผลสำเร็จ ตามเป้าหมายขององค์การ ของแต่ละบุคคล ที่ได้กำหนดไว้ อำนวย แสงสว่าง

     มนุษยสัมพันธ์ หมายถึง กระบวนการจูงใจของบุคคลอย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ โดยมีความพอใจ ในทางเศรษฐกิจ และสังคม มนุษย์สัมพันธ์ จึงเป็นทั้งศาสตร์ และศิลป์เพื่อใช้ใน การเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดี กับบุคคล การยอมรับนับถือ การให้ความร่วมมือ และการให้ความจงรักภักดี ในการติดต่อสัมพันธ์กัน ระหว่างบุคคล ต่อบุคคล ตลอดจนองค์กรต่อองค์กรDavid, Keith.1977

     มนุษยสัมพันธ์ หมายถึง ศาสตร์ และศิลป์ ในการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดี ระหว่างบุคคล เพื่อต้องการให้ได้มาซึ่ง ความร่วมมือ ช่วยเหลือกัน ความรักใคร่นับถือ และความจงรักภักดี

     มนุษยสัมพันธ์ หมาย ถึง การรู้จักใช้วิธีการที่จะครองใจคนโดยมีความประสงค์ให้บุคคลเหล่านั้นนับถือ จงรักภักดี และให้ความ ร่วมมือร่วมใจ ทำงานด้วยความเต็มใจมนุษยสัมพันธ์ เป็นเทคนิคการกระตุ้นให้คน และกลุ่มคน มาเกี่ยวข้องกันทั้งในเรื่องงานเรื่องส่วนตัวจน สามารถ ทำกิจกรรมใดๆ เพื่อให้บรรลุเป้ าหมายโดยความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจเพื่อที่จะทำกิจกรรมดังกล่าวได้อย่างเกิด ประสิทธิภาพ และประสิทธิผล โดยการทำงาน เพื่อส่วนรวมนี้จะเป็นกระบวนการกลุ่มที่ทำงานร่วมกันด้วย ความเต็มใจ เต็มความสามารถ

     มนุษยสัมพันธ์ หมาย ถึง กระบวนการจูงใจ ให้ผู้ปฏิบัติงานภายใต้สถานการณ์ ที่เป็นอยู่ให้เกิดความพึงพอใจในงาน และความสามารถ ทำงาน ให้ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายขององค์กรได้
มนุษยสัมพันธ์ หมายถึง กระบวนการของศาสตร์ที่ใช้ศิลปะสร้างความพอใจ รักใคร่ ศรัทธา เคารพนับถือ โดยแสดงพฤติกรรม ให้เหมาะสมทั้งทางกาย วาจา และใจ เพื่อโน้มนำให้มีความรู้สึกใกล้ชิดเป็นกันเอง จูงใจให้ร่วมมือร่วมใจ ในอันที่จะบรรลุสิ่งซึ่ง พึงประสงค์อย่างราบรื่น และอยู่ในสังคมได้อย่างสันติสุข

รายวิชา มนุษย์สัมพันธ์ในการทำงาน



 มนุษย์สัมพันธ์ในการทำงาน

      มนุษยสัมพันธ์จัดเป็นทั้งศาสตร์ (Science) และศิลป์ (Art) เนื่องจากมีหลักการ และทฤษฎีที่เป็นข้อความรู้ และการนำหลักการ หรือทฤษฎีไปปฏิบัติให้ประสบ ความสำเร็จได้นั้นต้องอาศัยเทคนิควิธีการซึ่งถือเป็น ศิลปะเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล จะสังเกตเห็นได้อย่างหนึ่งว่า คนแต่ละคน มีความสามารถในการติดต่อกับผู้ อื่นไม่เท่ากัน บางคนเป็นที่พอใจของคนหมู่มาก มีเพื่อนมากหน้าหลายตา และมีคนที่อยากพูดคุยติดต่อ หรือทำงานร่วมกับเขามากมาย ในขณะที่บางคนไม่ค่อยมีใครอยาก จะเข้าใกล้ หรือทำงานร่วมด้วย นั่นเป็นเพราะเขาขาดศิลปะในการติดต่อกับบุคคลอื่น ซึ่งอาจเป็นเพราะไม่รู้หลักการว่าควรทำอย่างไร หรือเป็นเพราะนำหลักการไปใช้ไม่ ถูกวิธี ดังนั้น การที่คนเราจะมีมนุษสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลอื่น จึงจำเป็นต้องเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎี และหมั่นฝึกฝนเพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญ จนสามารถนำหลักการที่เป็นข้อ ความรู้ทางทฤษฎีไปใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ