วันอังคารที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2557

งานชิ้นที่ 3 (20 คะแนน)

งานชิ้นที่ 3 (20  คะแนน)

1. ให้นักศึกษาถ่ายรูปคู่กับเพื่อนสนิทของตนเอง

2. ให้นักศึกษาเขียนบรรยายเกี่ยวกับเพื่อนที่นักศึกษาสนิทมากที่สุดมา 1 คน (บรรยายใต้ภาพ)
       - ให้บอกถึงบุคลิกของเพื่อนสนิทที่นักศึกษาชอบ
       - ให้บอกถึงนิสัยของเพื่อนสนิทที่นักศึกษาชอบ
       - บอกเหตุผลว่าทำไมถึงเลือก เพื่อนคนนี้เป็นเพื่อนสนิท

3. ส่งงานในรูปของ File ชนิดใดก็ได้ (รูปภาพ หรือ Word หรืออื่นๆ ก็ได้)
ส่งผ่าน  E-mail : julamanee20213@hotmail.com  : julamanee20213@gmail.com

วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2557

งานชิ้นที่ 2 (10 คะแนน)

งานชิ้นที่ 2 (10  คะแนน)

1.ให้นักศึกษาบอกวิธีการสร้างมนุษยสัมพันธ์ในการทำงานอย่างน้อย 5 ข้อ พร้อมอธิบาย และรูปภาพประกอบ



7 วิธีสร้างมนุษยสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน

1. Positive Thinking

เริ่ม ต้นด้วยการคิดบวก มองโลกในด้านบวก เพื่อให้ตนเองทำงานอย่างมีความสุข มองคนอื่นๆ มองเพื่อนร่วมงานในด้านที่ดีๆของเค้า ไม่จับกลุ่มวงสนทนา วิพากวิจารณ์ผู้อื่น เราต้องเข้าใจอยู่เสมอว่า ไม่มีใครดีพร้อม สมบูรณ์แบบไปทุกด้าน แต่ละคนมีด้านดีและไม่ดีแตกต่างกันออกไป แค่ Positive Thinking ในการทำงานทุกๆวัน ก็จะทำให้เราเป็นสุขแล้ว
2. ให้เกียรติผู้อื่นอยู่เสมอ
การ ยอมรับและให้เกียรติผู้อื่นทำให้ลดความขัดแย้งในการทำงานลงได้ในทุกๆ สถานการณ์ ต้องเข้าใจและยอมรับในความคิดและการตัดสินใจของเพื่อนร่วมงาน โดยอาศัยหลักของเหตุผล และผลประโยชน์ส่วนรวมก่อนเสมอ
3. สื่อสารให้เป็น
ใน การทำงานขาดไม่ได้ในเรื่องของการสื่อสาร หากเราเป็นผู้ที่สื่อสารเป็นแล้วนั้น จะทำให้การทำงานราบรื่นและลดข้อผิดพลาด รวมไปถึงลดความขัดแย้งด้วย โดยการสื่อสารจะต้องตรงจุด ตรงประเด็น ชัดเจน ไม่นำอารมณ์ส่วนตัวมาใช้ในการสื่อสาร ขณะที่เป็นผู้ฟังก็ต้องให้ความใส่ใจตอนที่เพื่อนร่วมงานพูด เพื่อที่จะสามารถเข้าใจถึงสาระสำคัญของเนื้อหา สิ่งนี้ช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงการเข้าใจผิด และเมื่อผู้พูด พูดจบแล้ว คุณก็จะสามารถสรุปสิ่งที่ได้ยิน และสื่อความหมายระหว่างกันได้อย่างตรงประเด็นเช่นกัน
4. ตัดสินใจอย่างเหมาะสมหากเกิดความขัดแย้ง
อย่า ปล่อยให้สถานการณ์ที่ย่ำแย่เกิดการลุกลาม จนเป็นเรื่องใหญ่โต รีบแก้ปัญหา ด้วยการปรับเปลี่ยนแผนในการทำงาน เพื่อหาถึงสาเหตุ ของปัญหาที่เกิดขึ้น หากยังไม่สามารถแก้ปัญหากับเพื่อนร่วมงานได้ จึงนำไปปรึกษากับระดับผู้บริหารต่อไป โดยต้องไม่ใส่สี ตีความให้เกินความเป็นจริง การทำงานเราจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของบริษัทก่อน รายงานผู้บริหารตามความเป็นจริง
5. ระมัดระวังความสัมพันธ์ ในองค์กร
คุณ ต้องแน่ใจว่า ไม่ได้ปล่อยให้ความสัมพันธ์ในฐานะเพื่อน เข้ามารบกวนในเนื้อหาของการทำงาน คุณต้องให้ความสนใจไปที่ การจัดลำดับความสำคัญของงานมากกว่า มุ่งเน้นให้งานมาก่อนเสมอ และต้องพยายามลดข้อโต้แย้ง ในประเด็นเรื่องส่วนตัว ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานออกไป
6. อ่อนน้อม ถ่อมตน และเปิดใจ
ปฏิบัติ ต่อเพื่อนร่วมงาน ด้วยความสุภาพนอบน้อม กับหัวหน้างานและผู้หลักผู้ใหญ่ในองค์กร รู้จักถ่อมตนและหากได้รับการชื่นชม ต้องรู้จักให้เครดิตเพื่อนๆ พี่ๆ ร่วมงานในทีมเสมอ การ ทำงานต้องเปิดใจให้กว้าง ให้การเคารพต่อความรู้สึกของเพื่อนร่วมงาน เหมือนอย่างเช่นที่คุณต้องการให้เพื่อนร่วมงานคนอื่นทำสิ่งเดียวกันนี้กับ คุณเช่นเดียวกัน
7. ยอมรับถึงวัฒนธรรม และลักษณะของบุคคลที่แตกต่างกัน
เพื่อน ร่วมงานแต่ละคน ไม่ได้ใช้มาตราฐานแบบเดียวกัน ไม่ได้มีนิสัย ลักษณะอารมณ์ที่เหมือนๆกัน ล้วนแล้วแต่มาจากหลากหลายที่ ในการทำงาน ต้องรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเราให้มาก ยอมรับในความแตกต่างและต้องรู้จักใช้เหตุผลตัดสิน
 

งานชิ้นที่ 1 (10 คะแนน)

งานชิ้นที่ 1 (10  คะแนน)

1. ให้นักศึกษาเลือก Idal ที่นักเรียนชื่นชอบมา 1 คน
2. ให้นักศึกษาบอกเหตุผลที่นักศึกษาชื่นชอบในตัวของ Idal และสิ่งที่นักเรียนยึดมาเป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิต พร้อมรูปภาพประกอ
3. ส่งงานในรูปของ File ชนิดใดก็ได้ (รูปภาพ หรือ Word หรืออื่นๆ ก็ได้)

ส่งผ่าน  E-mail : julamanee20213@hotmail.com  : julamanee20213@gmail.com

วิธีการศึกษา และลงเวลาเรียน

วิธีการศึกษา
1.ให้นักศึกษาเข้ามาศึกษาบทเรียนให้เข้าใจ
2.ทำชิ้นงานทั้ง 3 ชิ้นงานส่ง
3.เข้าไปศึกษาแนวข้อสอบเพื่อเป็นแนวทางในการสอบปลายภาค

วิธีการ ลงชื่อในเวลาเรียน
1.ให้นักเรียนลงชื่อตามตารางเรียน และเวลาเรียน ที่กำหนดในเวลาเรียน หรือภายในวันที่เรียนตามตาราง หมดเขตลงเวลาเรียน ถึงเที่ยงคืนของวันที่เรียนตามตาราง
      2. ลงชื่อในช่องแสดงความคิดเห็น โดย มี ชื่อ นามสกุล เลขที่ ชื่อแผนก และแสดงความคิดเห็นเป็นความรู้ที่ได้รับจากการศึกษา

บทที่ 8 การสร้างมนุษย์สัมพันธ์ในการทำงาน

แนวความคิดอันเป็นรากฐานของมนุษย์สัมพันธ์ในการทำงาน

ปรัชญาดังกล่าวในมนุษย์สัมพันธ์จึงสรุปได้ 4 ประการคือ
1. บุคคลต้องการผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน (Mutual interest) หมายถึง ผลประโยชน์ของคนที่ทำงานในองค์การ กับผลประโยชน์ขององค์การนั้น ๆ ซึ่งการที่คนจะเข้าไปทำงานในองค์การใดหรือการที่องค์การใดจะรับคนเข้าไปทำ งานนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความรู้สึกหรือความเชื่อว่าตนจะได้ประโยชน์จากอีกฝ่ายหนึ่ง
2. บุคคลย่อมมีความแตกต่างกัน (Individual difference)มนุษย์ มีความแตกต่างกัน (Man is different) ยากที่จะเข้าถึงจิตใจของคนทุกคนได้เพราะนานาจิตตัง “จิตมนุษย์นี้ไซร้ ยากแท้หยั่งถึง” เมื่อแต่ละคนต่างมีความแตกต่างกันมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว เราก็ไม่จำเป็นต้องคิดหรือทำเหมือนคนอื่นไปเสียทุกอย่างด้วย ความแตกต่างของบุคคลนี้มีความสำคัญมากสำหรับมากสำหรับการสร้างความสัมพันธ์ อันดีกับผู้อื่นจึงจำเป็นต้องเรียนรู้ เพื่อที่จะได้เข้าใจพฤติกรรมและความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่นได้บ้าง โดยเฉพาะผู้บริหารจำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องความแตกต่างของบุคคลเพื่อการจูง ใจผู้ใต้บังคับบัญชาได้เหมาะสม
3. มนุษย์ทุกคนมีแรงจูงใจ (Motivation) ต้องจูงใจผู้อื่นให้มีเจตคติตรงกัน มีจุดหมายร่วมกัน เพื่อจุดประสงค์ในการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนมีการจูงใจตนเองให้มีระเบียบและความรับผิดชอบเรื่องต่าง ๆ ที่วิชามนุษย์สัมพันธ์ครอบคลุมเป็นการตอบสนองทั้งหมดของเอกัตบุคคลต่อพลัง การจูงใจต่าง ๆ(The total response of individuals to various motivation forces) นั่นก็คือ การที่บุคคลในองค์การมีความสัมพันธ์กันตามที่เป็นอยู่เป็นเพราะเขา ถูกกระตุ้นโดยพลังทางจิตวิทยา ทางสังคม และทางเศรษฐกิจซึ่งมีอำนาจที่จะกระตุ้นให้เขาทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ในลักษณะนั้น ๆ โดยเฉพาะ เมื่อเกิดมีการขัดแย้งในแรงจูงใจในคนงานองค์การจะเกิดการแตกร้าว เป็นที่ประจักษ์ว่า ถ้าหัวหน้าและคนงานต่างก็มีแรงจูงใจที่เหมาะสมในการทำงานแล้วผลผลิตจะเพิ่ม ขึ้น
4. บุคคลทุกคนมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ( Human dignity )เส มอกั เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทางปรัชญามากกว่าเรื่องทางวิทยาศาสตร์ มนุษย์นับเป็นสัตว์ประเสริฐที่มีความคิด มีสมอง มีความรู้ผิดชอบชั่วดี มีวัฒนธรรม มีสามัญสำนึก เป็นสิ่งที่อยู่เหนือสรรพสัตว์ทั้งหลาย ดังนั้น การติดต่อสัมพันธ์กับมนุษย์ด้วยกันจึงต้องปฏิบัติต่อกันด้วยความเคารพ และตระหนักในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของเขา ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร มีสถานภาพหรือฐานะอย่างไร เขาก็เป็นมนุษย์เหมือนกับเรา ซึ่งต่างก็มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวของแต่ละคน ศักดิ์ศรีของมนุษย์ (Human dignity) เป็นรากฐานปรัชญา จริยศาสตร์และศีลธรรมที่จะบังเกิดผลดีในแง่มนุษย์สัมพันธ์ การวิจัยหลายกรณีแสดงว่ามนุษย์ต้องการการยอมรับการให้เกียรติกันหรือการ กระทำด้วยการเคารพนับถือซึ่งกันและกัน มีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน
แรงจูงใจ (motive) 

แรงจูใจ หมาย ถึง ภาวะที่เกิดขึ้นในร่างกายเมื่อได้รับการกระตุ้นอย่างใดอย่างหนึ่งจากสิ่ง เร้าภายนอกหรือเกิดจากสิ่งเร้าภายในทำให้บุคคลแสดงพฤติกรรมการตอบสนองออกมา
องค์ประกอบของแรงจูงใจ
1.ความต้องการ (needs )เกิด จากการขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งในตัวบุคคลซึ่งเป็นการขาดความสมดุลทางร่ายกายและ สภาพแวดล้อมภายนอก ความต้องการของคนแบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือ
1.1 ความต้องการทางกายภาพ physiological needs เป็นแรงผลักดันที่เกิดขึ้นผสมผสานกับความต้องการที่จะมีชีวิตและการดำรงชีวิตของมนุษย์
1.2 ความต้องการทางจิตใจและสังคม psychological and social needs เกิดจากสภาพแวดล้อมทางสังคม วัฒนธรรม การเรียนรู้และประสบการณ์ที่บุคคลนั้นได้รับ
2.แรงกระตุ้น( motives )หมาย ถึง สิ่งที่เกิดขึ้นภายในบุคคลเพื่อทำพฤติกรรมไปสู่เป้าหมาย พฤติกรรมที่ถูกกระตุ้นนี้เรียกว่าพฤติกรรมที่ถูกจูงใจ motivated behavior พฤติกรรมที่ถูกจูงใจมี 2 ลักษณะคือ จะต้องกริยาอาการอย่างใดอย่างหนึ่งออกมาในลักษณะที่เพิ่มพลังและจะต้องมุ่ง ไปสู่ทิศทางใดทางหนึ่ง
3.แรงขับ (drives )หมาย ถึงแรงผลักดันที่เกิดขึ้นเมื่อบุคคลมีความต้องการ ถ้าความต้องการมีพลังสูง แรงขับดันหรือแรงจูงใจก็จะสูงทำให้บุคคลเกิดความพยายามอย่างแรงกล้าที่จะ กระทำสิ่งต่างๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ แรงขับดันแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ
3.1 แรงขับดันปฐมภูมิ primary drives เป็นแรงขับดันที่เกิดมาพร้อมกับวุฒิภาวะของคนโดยไม่จำเป็นต้องมีการเรียนรู้ แรงขับดับประเภทนี้ยังแบ่งได้อีก 2 อย่างคือ แรงขับทางด้านสรีระและแรงขับทั่วไป
3.2 แรงขับทุติยภูมิ secondary drives เป็นแรงขับที่มีความซับซ้อน ส่วนใหญ่เกิดจากการเรียนรู้หรือบางทีเรียกว่าแรงกระตุ้นทางสังคม
4.เป้าหมาย (goals)หมาย ถึง จุดมุ่งหมายของการทำพฤติกรรมของมนุษย์ ซึ่งเมื่อทำพฤติกรรมจนบรรลุเป้าหมายแล้ว มนุษย์อาจเกิดความรู้สึกสองลักษณะคือความพึงพอใจและความไม่พึงพอใจ

บทที่ 7 มนุษย์สัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับชุมชน


การสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลในครอบครัวความรักผิดชอบของบิดามารดาที่มีต่อบุตร หรือสมาชิกในครอบครัวตามหลักพระพุทธศาสนา ไว้ดังนี้
1. ห้ามมิให้ทำความชั่วเป็น ข้อห้ามที่บิดามารดาพึงเอาใจใส่ต่อบุตรของตนและสมาชิกในครอบครัว มิให้ทำความชั่ว พยายามหาทางป้องกันเหตุต่าง ๆ ที่อาจเป็นสาเหตุให้บุตรของตนประพฤติชั่วได้ เช่น บรรดาอบายมุขทั้งปวง เมื่อบุตรของตนหรือสมาชิกในครอบครัวไม่ทำความชั่ว ครอบครัวก็จะไม่วุ่นวาย ไม่เดือดร้อน ก็จะพบกับความสุขได้
2. ส่งเสริมให้ตั้งอยู่ในความดี เป็นข้อสนับสนุนให้บิดามารดาเอาใจใส่ต่อบุตรของตนและสมาชิกในครอบครัว ให้ประพฤติปฏิบัติตนในทางที่ดีงาม โดยเป็นตัวอย่างที่ดีและชี้นำให้เห็นบุคคลตัวอย่างที่ดี ซึ่งเมื่อกระทำดีแล้ว ได้รับผลสนองตอบในทางที่ดี เช่น เมื่อเด็กก็ขยันหมั่นเพียร โตขึ้นก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยและสำเร็จเป็นบัณฑิต ได้งานทำสมความตั้งใจ เป็นตัวอย่างของส่วนหนึ่งความสำเร็จในชีวิตจริง ซึ่งจะนำความสงบสุขมาสู่ครอบครัวได้
3. ให้ได้ศึกษาศิลปวิทยา ความรับผิดชอบประการหนึ่งของบิดามารดา คือ การให้บุตรของตนหรือสมาชิกในครอบครัวได้รับการศึกษาอบรมในศิลปวิทยา เพื่อให้มีวิชาความรู้นำไปประกอบสัมมาชีพได้ เมื่อทุกคนมีความรู้ก็มีโอกาสหางานทำ ได้เงินใช้ ชีวิตก็เป็นสุข มนุษย์สัมพันธ์ในครอบครัวก็ดีขึ้น
4. จัดให้มีคู่ครองที่สมควรบิดา มารดาเป็นผู้ใหญ่ ผ่านโลกของเด็กวัยรุ่นมาแล้วย่อมทราบดีว่าบุตรของตนไม่ว่าหญิงหรือชาย เมื่อถึงวัยอันสมควรเขาย่อมอยากจะคบเพื่อนต่างเพศ และอยากจะได้ความรู้และเอาใจใส่ ให้คำปรึกษา ให้หลักการชี้นำให้เห็นข้อดีข้อเสียของการเลือกคู่ครองที่เหมาะสม อย่าวางเฉยทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ จนกระทั่งเมื่อบุตรหรือสมาชิกครอบครัวเลือกคู่ครองได้แล้ว ในลักษณะชิงสุกก่อนห่ามหรือผู้ใหญ่ไม่เห็นด้วยแล้วผู้ใหญ่จะมาโวยวายในภาย หลัง ความสงบสุขในครอบครัวก็จะไม่เกิดขึ้นมีแต่ความกินแหนงแคลงใจกัน
5. มอบทรัพย์ให้ในสมัย บิดามารดาควรเอาใจใส่รับผิดชอบ ดูแล โดยการมอบทรัพย์ให้แก่บุตรและสมาชิกในครอบครัวสามประการ คือ
5.1 ความสุขสมบูรณ์ทางร่างกายและทางจิตใจ
5.2 ความรู้ทั้งในด้านวิชาการแลความรู้รอบตัว
5.3 นิสัยและสันดานที่ดี


การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนร่วมงาน

การ ใช้ชีวิตอยู่ในสังคม เราต้องหาเพื่อนที่ดี และต้องเป็นเพื่อนที่ดีกับผู้อื่นด้วยคนจึงอยากจะคบหา สมาคมอยากอยู่ใกล้ เพราะรู้สึกอบอุ่น เป็นมิตร ปลอดภัย เป็นที่พึ่ง เป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจ ดังนั้น เราจึงควรรู้จัก วิธีการสร้างมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีที่ดีต่อเพื่อนร่วมงาน อันได้แก่

1. เปิดฉากทักทายติดต่อก่อน ลดทิฐิลงเสียบ้าง หัดเป็นคนรู้จักทักทายคนอื่นก่อนเสียบ้าง

2. มีความจริงใจต่อเพื่อน

3. ไม่นินทาเพื่อนแม้ว่าจะเป็นที่ถูกใจของคู่สนทนา

4. ไม่ซัดทอดความผิดให้เพื่อน

5. ยกย่องชมเชยเพื่อนในโอกาสอันควร(ชมมากกว่าติ)

6. ให้ความช่วยเหลือกิจการงานของเพื่อนด้วยความเต็มใจ

7. ให้เพื่อนรับทราบเรื่องที่เขารับผิดชอบหรือเกี่ยวข้อง

8. หลีกเลี่ยงการทำตัวเหนือเพื่อน

9. ทำตนให้เสมอต้นเสมอปลาย

10. เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนฝูง

11. ออกไปพบปะสังสรรค์บ้างตามโอกาสอันควร

12. ช่วยเหลือเพื่อน เป็นที่พึ่งแก่เพื่อนยามทุกข์ร้อน

13. ให้เกียรติและรับฟังความคิดเห็นของเพื่อน

14. เก็บความลับของเพื่อน รักษาสัจจะ

15. แนะนำเพื่อนไปในทางที่ดี ไม่พาไปสู่ทางเสื่อม

ในทางพุทธศาสนาได้กล่าวถึงเพื่อนแท้ว่ามี 4 จำพวก คือ

จำพวกที่ 1 เพื่อนมีอุปการะ


มีลักษณะ 4 อย่าง คือ
1. ป้องกันเพื่อนผู้ประมาทแล้ว
2. ป้องกันทรัพย์สมบัติของเพื่อนผู้ประมาทแล้ว
3. เมื่อมีภัยเป็นที่พึ่งได้
4. เมื่อมีธุระ ช่วยออกทรัพย์ ออกแรง มากกว่าออกปาก

จำพวกที่ 2 เพื่อนร่วมสุขร่วมทุกข์ 

มีลักษณะ 4 อย่าง คือ
1. ขยายความลับของตนแก่เพื่อน
2. ปิดความลับของเพื่อน
3. ไม่ละทิ้งเพื่อนยามวิบัติ
4. แม้ชีวิตก็อาจสละแทนได้
จำพวกที่ 3 เพื่อนแนะนำประโยชน์มีลักษณะ 4 อย่าง คือ
1. ห้ามไม่ให้ทำชั่ว
2. แนะนำให้ตั้งอยู่ในความดี
3. ให้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง
4. บอกทางสวรรค์ให้
จำพวกที่ 4 เพื่อนมีความรักใคร่มีลักษณะ 4 อย่าง คือ
1. เมื่อมีทุกข์ก็ทุกข์ด้วย
2. เมื่อมีสุขก็สุขด้วย
3. โต้เถียงคนที่ติเตียนเพื่อน
4. รับรองคนที่พูดสรรเสริญเพื่อน
หน้าที่ของคนที่ควรปฏิบัติต่อเพื่อน ตามหลักที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ 5 ประการ ได้แก่
1. การให้ปัน
2. การกล่าวถ้อยคำอันเป็นที่รัก
3. ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่เพื่อน
4. ความเป็นผู้มีตนเสมอ
5. ไม่แกล้งกล่าวให้คลาดเคลื่อนจากความจริง
      สิ่ง ต่าง ๆ ที่ได้เขียนไปแล้วนั้น เป็นเพียงหัวข้อย่อ ๆ มิได้ขยายความอะไรให้เยิ่นเย้อ คิดว่าท่านผู้อ่าน จะขยายความได้และเข้าใจ ทำให้ไม่เสียเวลาในการอ่าน และประหยัดพื้นที่ด้วย จะเห็นว่าสิ่งที่กล่าวไปทั้งหมด คงหนีไม่พ้นหลักธรรมทางพุทธศาสนา ที่เป็นธรรมอันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจผู้อื่น หรือธรรมเพื่อให้คน เป็นที่รักของคนทั่วไป คือ  

สังคหวัตถุ 4 (Base of sympathy) นั่นเอง ซึ่งได้แก่

1. ทาน (giving offering) คือการให้ เสียสละ แบ่งปันแก่ผู้อื่น

2.ปิยวาจา (Kindly speech) คือ พูดจาด้วยถ้อยคำสุภาพ นุ่มนวล เหมาะแก่บุคคล เวลา สถานที่ พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์ พูดในทางสร้างสรรค์ และเกิดกำลังใจ

3. อัตถจริยา (useful conduct) ทำตนให้เป็นประโยชน์ ตามกำลังสติปัญญา ความรู้ความสามารถ กำลังทรัพย์ และเวลา

4. สมานัตตตา (even and equal treatment) คือทำตนให้เสมอต้นเสมอปลาย วางตนเหมาะสมกับ ฐานะ ตำแหน่งหน้าที่การงาน ไม่เอาเปรียบผู้อื่น ร่วมทุกข์ร่วมสุขสม่ำเสมอ
หลักธรรมที่กล่าวมานี้ หากผู้ใดยึดถือปฏิบัติ เชื่อแน่ว่าจะเป็นที่รักใคร่เคารพนับถือของเพื่อนร่วมงาน และบุคคลทั่วไป คนไทยเรานั้น มักชอบจดจำถ้อยคำที่คล้องจองกัน จึงใคร่ขอเสนอคำที่จะทำให้จำได้ง่าย และเป็นคาถาสำหรับทำให้ตนเองเป็นที่รักใคร่ของบุคคลทั่วไป คือ เราควรจะเป็นคนที่

บทที่ 6 การนำหลักธรรมมาใช้ในการดำรงชีวิตเพื่อเสริมสร้างมนุษย์สัมพันธ์

หลักธรรมกับการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน


เราสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันมีดังนี้
1. เว้นจากการทำชั่วและมุ่งทำความดี ทุกศาสนาสอนให้ละเว้นการกระทำความชั่วและทำแต่ความดีทั้งสิ้น เพื่อให้ศาสนิกชนทั้งหลายเป็นคนดีนั่นเอง ถึงแม้แนวทางปฏิบัติของแต่ละศาสนาอาจมีข้อแตกต่างกันไป เช่น พระพุทธศาสนามีศีล คือ ข้อห้าม และธรรมะ คือหลักสำหรับเป็นข้อปฏิบัติ ศาสนาคริสต์มีบัญญัติ 10ประการ ศาสนาอิสลามสอนให้ยึดหลักศรัทธา 6 ประการ และหลักปฏิบัติ 5 ประการ เป็นต้น
2. ความรัก ความเมตตา แต่ละศาสนากล่าวถึงความรักความเมตตาไว้มากมายทั้งหลักธรรมคำสอนในคัมภีร์ และคำสอนแทรกไว้ในแต่ละตอนของคำสอนนั้นๆ บางครั้งก็มีคำสอนทำนองภาษิตเตือนใจ เช่น พระพุทธศาสนามีคติธรรมที่ยึดถือ เช่น เมตตาธรรมเป็นเครื่องค้ำจุนโลกและพึงเอาชนะความชั่วด้วยความดี ในศาสนาคริสต์พระเยซูทรงสอนว่า จงรักพระเจ้าอย่างสุดใจสุดความคิด และสุดกำลัง และจงรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตัวเอง ศาสนาอิสลาม ศาสดามูฮัมหมัดก็ทรงกล่าว ผู้ใดขาดความเมตตาเพื่อนมนุษย์ผู้นั้นไม่ได้รับเมตตาจิตเช่นกัน ดังนั้นทุกศาสนาจึงเน้นเรื่องความรัก ความเมตตา เพราะหากมนุษย์ทุกคนมีความรักความเมตตาอยู่ในใจแล้ว ก็จะไม่มีการเบียดเบียนกัน ต่างให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
3. การเสียสละหรือการสังคมสงเคราะห์ เมื่อ มนุษย์มีความรักความเมตตาแล้ว ก็จะมีความเสียสละเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และให้การสงเคราะห์ซึงกันและกัน ศาสนาต่างๆ จึงสอนให้สงเคราะห์กันด้วยความเมตตากรุณาไม่ใช่หวังผลตอบแทน แต่เน้นการเสียสละด้วยความบริสุทธิ์ใจ เช่น พระพุทธศาสนามีหลักธรรมที่เรียกว่า สังคหวัตถุ4 ซึ่งได้แก่ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตตา ศาสนาอิสลามได้มีการกำหนดหลักการให้ชาวมุสลิมมีการบริจาคทาน (ซากาด) แก่ผู้ยากจนหรือสมควรได้รับความช่วยเหลือในอัตราร้อยละ 2.5 ของรายได้ ศาสนาคริสต์จะเน้นให้มนุษย์เสียสละ ให้อภัย เอื้อเฟื้อ โดยไม่หวังผลตอบแทน
4. ความอุตสาหะและพัฒนาตนเอง ศาสนา ต่างๆ สอนให้คนมีความเพียร อดทน ขยันขันแข็ง และมีความอุตสาหะ มีความพยายาม อันจะช่วยให้บุคคลประสบความสำเร็จและรู้จักพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เช่น พระพุทธศาสนาสอนให้คนเคารพในการศึกษา สรรเสริญความเจริญก้าวหน้า มีหลักคำสอน อิทธิบาท 4 อันได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา มีคติเตือนใจ เช่น ความเพียรอยู่ในความสำเร็จอยู่ที่นั่น ศาสนาอิสลามสอนให้คนใฝ่หาความรู้ตั้งแต่เกิดจนตายและมีคำสอนว่า ผู้ใดมีความพยายาม ผู้นั้นจะได้รับผลสำเร็จ หรือคำสอนในศาสนาคริสต์ก็มีกล่าวไว้ว่า เราทั้งหลายภูมิใจความยากลำบาก เพราะรู้ว่าความยากลำบากนั้นทำให้เกิดความอดทนและความอดทนนั้นทำให้เกิด อุปนิสัยที่ดี เป็นต้น
5. ความยุติธรรม คำสอนทุกศาสนาเน้นเรื่องความยุติธรรม เพราะการที่สังคมจะอยู่ร่วมกันโดยสันติสุขนั้น จำเป็นต้องมีหลักแห่งความยุติธรรมเป็นแกนกลาง พระพุทธศาสนาสอนไม่ให้อยู่ภายใต้อคติ 4 ประการ คือ ฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ และภยาคติ ศาสนาคริสต์มุ่งเน้นในการรักษาความยุติธรรมในสังคมว่า เจ้าทั้งหลายอย่าเห็นแก่หน้าผู้ใดในการพิพากษา จงฟังท่าน ผู้ใหญ่ ผู้น้อย เหมือนกัน เจ้าทั้งหลายอย่ากลัวผู้ใด เพราะการพิพากษานั้นเป็นการตัดสินของพระเจ้า หรือศาสนาอิสลามสอนให้คำรงความยุติธรรม แม้จะกระทบกระเทือนต่อตัวเจ้าของ ต่อมารดา บิดาหรือญาติ ไม่ว่าเขาจะเป็นคนมีหรือคนจน และอย่าถือตามอารมณ์ใคร่ในการรักษาความยุติธรรม เป็นต้น
หลักธรรมที่พึ่งนำมาปฏิบัติในชีวิตประจำวัน 
ควรดำเนินการดังนี้
1.ฝึกการใฝ่หาความรู้ แบ่งออกได้เป็น 2 ทางคือ
การศึกษาทางโลกหมาย ถึง การศึกษาเล่าเรียนวิชาเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการทำมาหากิน หรือนำมาใช้ประโยชน์ในการทำการงานทางโลก ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ศึกษาชั่วระยะเวลาหนึ่ง การศึกษาทางโลกหรือการทำการงานทางโลก เป็นการกระทำที่ไม่มีวันสิ้นสุด ทำแล้วทำอีก หมดรุ่นนี้เดี๋ยวก็มีรุ่นใหม่มาให้ทำ เหมือนระลอกคลื่นที่เกิดขึ้น คลื่นลูกใหม่จะเกิดขึ้นไล่คลื่นลูกเก่าให้กระทบฝั่งไป เกิดอยู่เช่นนี้เป็นอยู่เช่นนี้ตลอดไป เรียกว่าโลกิยะวิสัย ซึ่งไม่เคยมอบความสำเร็จให้แก่ใคร ใครที่ยังมั่วสุมอยู่กับการงานทางโลกหรือการศึกษาทางโลก จึงไม่มีวันเสร็จงานหรือเสร็จการศึกษา
การศึกษาทางธรรม หมาย ถึง การงานทางธรรม ทำเสร็จแล้วไม่ต้องทำอีก ไม่ต้องศึกษาอีก ได้เป็นอเสกขะบุคคลแล้ว คือบรรลุนิพพานแล้ว ไม่ต้องศึกษาขวนขวายอะไรอีก มีแต่ทรงไว้และสงเคราะห์ แต่เสวยสุขซึ่งเป็นผลของการศึกษาทางธรรมไปเรื่อยๆ เมื่อหมดอายุขัยทางโลกแล้ว จิตวิญญาณดวงนั้นก็จะเสวยสุขหลุดพ้นอยู่แดนนิพพานตลอดไป
2.ฝึกบังคับตนเองไม่ทำความชั่วทั้งปวง การไม่ทำความชั่วทั้งปวงได้แก่
2.1 การไม่ทำความชั่วทางกาย ได้แก่ ไม่ทำร้ายหรือเบียดเบียนผู้อื่น ไม่ลักขโมย ไม่ถือเอาทรัพย์ของผู้อื่น
2.2 การไม่ทำความชั่วทางวาจา ได้แก่ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดหลอกลวง ไม่พูดคำหยาบ
2.3 การไม่ทำความชั่วทางใจ ได้แก่ ไม่คิดโลภ ไม่คิดพยาบาท ไม่เห็นผิดเป็นชอบ
3. ฝึกการทำความดี การกระทำความดี 3 ทางคือ
3.1การทำความดีทางกาย ได้แก่ มีเมตตากรุณาช่วยเหลือผู้อื่น
3.2 การทำความดีทางวาจา ได้แก่ พูดแต่ความจริง พูดแต่คำสุขภาพอ่อนหวาน ไม่พูดคำหยาบคาย
3.3 การทำความดีทางใจ ได้แก่ พอใจแต่สิ่งที่ได้มาโดยชอบ
4.การฝึกจิตให้บริสุทธิ์ การทำจิตใจให้บริสุทธิ์ หมายถึง การชำระหรือล้างจิตใจให้สะอาดหมดจดจากสิ่งอันเป็นเครื่องเศร้าหมองที่เรียกว่า กิเลส
กิเลส เป็นภาบาลี แปลว่า เศร้าหมอง หมายถึง สิ่งที่ทำให้จิตเศร้าหมอง ซึ่งสาเหตุหรือต้นตอของกิเลสก็คือ อวิชชา ที่แปลว่าสภาพที่ปราศจากความรู้ที่ถูกต้อง ความไม่รู้นี้เป็นเหตุให้เศร้าหมอง กิเลสจำแนกออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ โลภะ โทสะ โทสะ และโมหะ รวมเรียกว่า อกุศลมูล ลักษณะ ที่เรียกว่า โลภะ เช่น ความโลภ อยากได้ในทางทุจริต การกอบโกยผลประโยชน์ใส่ตนโดยไม่คำนึงถึงกรรมสิทธิ์และจิตใจของผู้อื่น การอยากได้ของผู้อื่นมาเป็นของตน เป็นต้น
ลักษณะที่เรียกว่า โทสะ เช่น ความโกรธ เคียดแค้น อาฆาตพยาบาท คิดประทุษร้าย เป็นต้น ลักษณะที่เรียกว่า โมหะ เช่น ความลังเลสงสัย ความประมาท ความหดหู่ท้อแท้เซื่องซึม ความเห็นผิดเป็นชอบ เป็นต้น